พระเครื่อง krusiam.com : Tel 0-2880-7770, 081-6480676, Fax 0-2433-0996

ติดต่อเรา | Site map

พระเครื่อง กรุสยามดอทคอม

ของเก่า ของสะสม | พระกรุ | พระเกจิ | หลวงพ่อทวด | พระโบราณ | พระใหม่ | เครื่องรางของขลัง | พระเนื้อไม้ | พระเนื้อดิน | พระเนื้อผง | พระบูชา
ภาคเหนือ | ภาคกลาง | ภาคอีสาน | ภาคใต้| บางลำภู | ท่าพระจันทร์ | มณเฑียร | แกลลอเรีย | พาต้าปิ่นเกล้า | พญาไม้ | สนามพระย่อย | ศูนย์พระทั่วไป | ผู้ค้าอิสระ

ประมูลพระเครื่อง : พระบูชา, พระกริ่ง-รูปหล่อ, เหรียญปั๊ม-เหรียญหล่อ, เนื้อดิน, เนื้อชิน, เนื้อผง-ว่าน, พระปิดตา, พระสมเด็จ, จตุคามรามเทพ, เครื่องรางของขลัง

บทความ - Krusiam Blog : Maruay Blog

พระสมเด็จกรุวัดขุนอินทประมูล

พิมพ์ใหญ่พระประธาน (สภาพผิวกรุเดิม)

วัดขุนอินทประมูล อยู่ในเขตตำบลอินทประมูล วัดนี้เป็นวัดโบราณ สร้างขึ้นในสมัยกรุงสุโขทัย พิจารณาจากซากอิฐแนวเขตเดิมคะเนว่าเป็นวัดขนาดใหญ่ เป็นที่ประดิษฐานพระพุทธไสยาสน์ที่ใหญ่และยาวที่สุดในประเทศไทยมีความยาวถึง ๕๐ เมตร (๒๕ วา) เดิมประดิษฐานอยู่ในวิหารแต่ถูกไฟไหม้ปรักหักพังไปเหลือแต่องค์พระตากแดดตากฝนมานานนับเป็นร้อยๆ ปี องค์พระพุทธรูปมีลักษณะและขนาดใกล้เคียงกับพระนอนจักรสีห์ จังหวัดสิงห์บุรี สันนิษฐานว่าสร้างขึ้นในสมัยเดียวกัน องค์พระนอนมีพุทธลักษณะที่งดงาม พระพักตร์ยิ้มละไม สงบเยือกเย็นน่าเลื่อมใสศรัทธายิ่งนัก พระมหากษัตริย์ไทยหลายพระองค์ได้เคยเสด็จมาสักการะบูชา อาทิเช่น พระเจ้าอยู่หัวบรมโกศ เสด็จมาเมื่อ พ.ศ. ๒๒๙๖ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จฯในปีพ.ศ. ๒๔๒๑ และ ๒๔๕๑ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลปัจจุบันเสด็จฯ มาถวายผ้าพระกฐินต้นในปี พ.ศ.๒๕๑๖ และเสด็จมานมัสการอีกครั้งในปีพ.ศ. ๒๕๑๘ พุทธศาสนิกชนทั่วประเทศต่างนิยมมานมัสการเป็นเนืองนิจ นอกจากนี้ภายในบริเวณวัดขุนอินทประมูลยังมีโบราณสถานวิหารหลวงพ่อขาว ซึ่งเหลือเพียงฐาน ผนังบางส่วนและองค์พระพุทธรูป ด้านหน้าพระนอนมีศาลรูปปั้นขุนอินทประมูล ซึ่งตามประวัติเล่ากันว่า เป็นนายอากรผู้สร้างพระพุทธไสยาสน์ โดยยักยอกเอาเงินของหลวงมาสร้างเพื่อเป็นปูชนียสถาน ครั้นพระมหากษัตริย์ทรงทราบรับสั่งถามว่าเอาเงินที่ไหนมาสร้าง ขุนอินทประมูลไม่ยอมบอกความจริงเพราะกลัวส่วนกุศลจะตกไปถึงองค์พระมหากษัตริย์จึงถูกเฆี่ยนจนตาย วัดนี้จึงได้ชื่อว่า “วัดขุนอินทประมูล”

การเดินทางไปสามารถใช้เส้นทางได้ ๓ สายคือ สายอ่างทอง-อำเภอโพธิ์ทอง (เส้นทาง ๓๐๖๔) แยกขวาที่กิโลเมตร ๙ เข้าไปอีกประมาณ ๒ กิโลเมตร หรือใช้เส้นทางจากจังหวัดสิงห์บุรีไปทางอำเภอไชโยประมาณกิโลเมตรที่ ๘ จะมีทางแยกซ้ายมือเข้าถึงวัดเป็นระยะทาง ๔ กิโลเมตร หรือใช้เส้นทางตัดใหม่สายอำเภอวิเศษชัยชาญ-โพธิ์ทอง (ถนนเลียบคลองชลประทาน) เมื่อถึงอำเภอโพธิ์ทองมีทางแยกเข้าวัดอีก ๒ กิโลเมตร
เป็นพระนอนที่ยาวที่สุดในประเทศไทย มีความเก่าแก่หลายร้อยปี ประดิษฐานอยู่กลางแจ้ง เพราะโบสถ์ซึ่งเป็นที่ประดิษฐานพระนอนนั้นพังทลายไป พระพักตร์พระพุทธรูปมีลักษณะงาม พระ มหากษัตริย์ทั้งสมัยอยุธยาและกรุงรัตนโกสินทร์เคยเสด็จมานมัสการพระนอนที่วัดหลายครั้ง นับเป็นพระนอนที่สำคัญและศักดิ์สิทธิ์ของ จ. อ่างทอง คู่กับพระนอนที่วัดพระนอนจักรสีห์ จ. สิงห์บุรี

ที่ตั้ง ต. อินทประมูล อ. โพธิ์ทอง จ. อ่างทอง ห่างจากตัวอำเภอประมาณ 2 กม.

ประวัติ พระนอนวัดขุนอินทประมูลสร้างขึ้นเมื่อใดไม่ปรากฏ หลักฐานแน่ชัด มีเพียงตำนานซึ่งก็มีหลายสำนวน สำนวนหนึ่งกล่าวถึงพระยาเลอไทย เสด็จพระราชดำเนินจากสุโขทัยทางชลมารค เพื่อมานมัสการพระฤษีสุกกะทันตะ ณ เขาสมอคอน กรุงละโว้ ทรงพักแรมอยู่ ณ เขาสมอคอน 5 เพลา จากนั้นได้เสด็จผ่านแม่น้ำเจ้าพระยาล่องไปตามแม่น้ำน้อย ผ่านคลองบางพลับ ขณะประทับแรมที่บ้านโคกบางพลับ เกิดศุภนิมิตทอดพระเนตรเห็นลูกไฟดวงใหญ่ลอยขึ้นเหนือยอดไม้แล้วหายไปทางตะวันออก พระองค์ทรงปีติโสมนัสจึงสร้างพระนอนเป็นพุทธบูชา ขนาดยาว 20 ม. สูง 5 วา ใช้เวลา 5 เดือนจึงสร้างเสร็จในปี พ.ศ. 1870 แล้วขนานนามว่า พระพุทธไสยาสน์เลอไทยนฤมิต ทรงมอบหมายให้นายบ้านเป็นผู้ดูแล และทรงแต่งตั้งทาสวัดห้าคน จากนั้นจึงเสด็จกลับสุโขทัยซึ่งสอดคล้องกับข้อสันนิษฐานของนักประวัติศาสตร์ศิลปะบางท่านว่า พระนอนอาจสร้างในสมัยสุโขทัยก็เป็นไปได้ เพราะมีพุทธลักษณะแบบสุโขทัย

องค์พระนอนขาดการบำรุงรักษา จนกระทั่งถึงสมัยอยุธยามีพระภิกษุเข้าไปตั้งสำนักสงฆ์ใช้เป็นที่วิปัสสนากรรมฐาน ต่อมาประมาณปี พ.ศ. 2279 สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศเสด็จมานมัสการพระนอนที่วัดนี้ และสันนิษฐานว่าพระองค์โปรดเกล้าฯ ให้บูรณะพระนอนและศาสนสถานในวัดด้วย

อีกสำนวนหนึ่งว่า ขุนอินทประมูลซึ่งเป็นนายอากรเก็บภาษีเข้าแผ่นดินเป็นผู้สร้างขึ้น ตามอย่างสิงหพาหุผู้สร้างพระนอนที่ จ. สิงห์บุรี แต่เงินที่ขุนอินทประมูลนำมาสร้างพระนอนนั้นเป็นเงินภาษี ของรัฐ จึงถูกทางการลงโทษเฆี่ยนจนตาย

http://www.khuninthapramul.com/

http://www.khuninthapramul.com/

Author: Maruay , Posted: 2008-07-29 19:28

Page : 1 of 2
 1  2  Next >>

# ความคิดเห็นที่ : 1

พิมพ์ใหญ่พระประธาน ฐานหนุน (ผิวกรุเดิม)

Author: Maruay , Posted: 2008-07-29 19:43

# ความคิดเห็นที่ : 3

กำลังจะมีการทำบุญกันเร็วๆนี้ ใครที่มีกำลังมีความศรัทธา มาช่วยกันทำบุญบำรุงพระศาสนากันดีกว่าครับ เงิน10,000.- / 20,000.- / 40,000.- มาร่วมกันสร้างพระอุโบสถภายในวัดขุนอินทประมูล ท่านจะได้พระสมเด็จเป็นการสมนาคุณตามพิมพ์ตามราคา มีการออกใบอนุโมทนาบัตรให้ ซึ่งท่านสามารถนำไปหักลดหย่อนภาษีได้ มีงานบุญดีๆอย่างนี้อยากให้ทุกคนได้มีโอกาส แต่พระมีจำนวนไม่มากในเบื้องต้นครั้งแรกนี้เพียง 500องค์ก่อน ทีมงานมีกำหนดจะจัดเป็นกองผ้าป่าเข้าวัดในวันที่29 พฤศจิกายน 2551 ส่วนใบประกาศจะแจ้งให้ทุกท่านทราบอีกครั้งทางสื่อนี้และ ในbloggangของคุณจ๋าอินทประมูลต่อไป ทีมงานสมเด็จกรุวัดขุนอินทประมูลขอเปิดตัวบทความ ความรู้เกี่ยวกับพระสมเด็จกรุวัดขุนอินทประมูลด้วยงานบุญครับ

หมายเหตุ : สำหรับท่านที่มีจิตศรัทธาทำบุญต่างหากและ ต้องการร่วมกองผ้าป่า ก็สามารถทำร่วมเข้ามาได้ตามกำลังศรัทธา ซึ่งเงินปัจจัยในกองผ้าป่าถูกระบุจุดประสงค์ไว้ชัดเจนในการบำเพ็ญกุศลนำเข้าวัดขุนอินทประมูลเพื่อสร้างพระอุโบสถ มาร่วมกันสร้างสรรค์สิ่งดีๆในสังคมไทยกันครับ :)

Author: Maruay , Posted: 2008-07-29 20:32

# ความคิดเห็นที่ : 4

ผู้มีจิตศรัทธาร่วมทำบุญสร้างอุโบสถวัดขุนอินทประมูล สามารถติดต่อท่านพระครูวิเศษชัยวัฒน์ เจ้าอาวาสวัดชัยมงคลและ รักษาการณ์เจ้าอาวาสวัดขุนอินทประมูลเพียงท่านเดียวเท่านั้น มือถือพระครูวิเศษชัยวัฒน์หมายเลข 08-1852-4981

หมายเหตุ : พระสมเด็จกรุวัดขุนอินทประมูลที่ได้มอบให้ ถือเป็นการสมนาคุณต่อจิตศรัทธาที่ทุกท่านมีต่อบวรพระพุทธศาสนา ไม่จำเป็นต้องการันตีความแท้ 7วันหรอกครับ แต่การันตีที่ความดีงามของจิตใจไปตลอดชีวิต ชื่อของทุกท่านที่รับพระสมเด็จกรุวัดขุนอินทประมูลไปจะได้รับการจารึกไว้ที่พระอุโบสถหลังใหม่นี้ทุกท่านครับพร้อมกันนี้ก็จะมีหมายเลขกำกับอยู่ในทะเบียนของวัดตลอดไป

ขออนุโมทนาทุกจิตศรัทธาครับ

Author: Maruay , Posted: 2008-08-26 20:40

# ความคิดเห็นที่ : 5

งานทอดผ้าป่าสามัคคีได้ถูกประกาศออกสู่สาธารณะแล้วครับ วัดแห่งนี้ไม่เคยมีโบสถ์ โบสถ์นี้เป็นโบสถ์แรกของวัด

จึงขอเชิญชวนทุกท่านมาร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการทำความดีเพื่อประโยชน์ต่อส่วนรวมครับ

"ช่วยกันคนละแรงได้กุศล ส่งผลโลกเจริญธรรมนำสุขขี พุทธภูมิก่อกำเนิดมั่งมากมี ก้าวห้วงแดนจิตเดิมมีโลกนิพพาน"

ขอให้ทุกท่านโชคดีครับ 

Author: IP: 58.97.35.116 , Posted: 2008-09-03 13:04

# ความคิดเห็นที่ : 6

พระสมเด็จอันล้ำค่าผศ.รังสรรค์  ต่อสุวรรณ
สวัสดีครับ    ท่านผู้มีเกียรติและพ่อแม่พี่น้องที่เคารพทั้งหลาย     วันนี้กระผมมีโอกาสได้มาพูดคุยกับท่านผู้มีเกียรติและพ่อแม่พี่น้องทั้งหลาย เนื่องจากกระผมได้มีโอกาสกราบนมัสการท่านพระครูวิเศษชัยวัฒน์  หรือหลวงพี่เสวย   ท่านเจ้าอาวาสวัดชัยมงคล และ รักษาการณ์ เจ้าอาวาสวัดขุนอินทประมูล จังหวัดอ่างทอง   ท่านเจ้าประคุณหลวงพี่เสวยได้ถาม  พระสมเด็จกรุขุนอินทประมูล ซึ่งขุดขึ้นมาจากกรุใต้ฐานของพระพุทธไสยาสน์ขุนอินทประมูล  จังหวัดอ่างทอง ซึ่งเป็นพระพุทธรูปปรางค์ ไสยาสน์ที่ใหญ่ที่สุดและเก่าแก่มาตั้งแต่ในสมัยกรุงศรีอยุธยา             พระพุทธประวัติของ พระพุทธไสยาสน์ ขุนอินทประมูลนั้น  ท่านเจ้าประคุณหลวงพี่เสวย ก็คงจะได้รวบรวมมาในหนังสืออย่างละเอียดแล้ว  สิ่งที่กระผมจะกล่าวถึง ก็เป็นเพียงเฉพาะ  พระสมเด็จกรุขุนอินทประมูลเท่านั้น  และด้วยปรัชญาการวินิจฉัยพระเครื่องพระบูชานั้น  ไม่ควรจะใช้หูฟัง ไม่ควรจะเชื่อหรืออ่านจากพุทธประวัติทั้งสิ้น  ให้ใช้ตาพิจารณาถึงความเป็นไปได้ขององค์พระพุทธปฎิมากรรม คือ  พระสมเด็จกรุขุนอินทประมูลเท่านั้นพระสมเด็จอันล้ำค่า   กรุขุนอินทประมูล เป็นพระผงสีขาวที่มีมวลสารตามทฤษฎีของพระสมเด็จพุฒาจารย์ (โต) พรหมรังสี       วัดระฆังโฆษิตาราม  เป็นพระรูปทรงสี่เหลี่ยมและมีขนาดเท่าๆ กับ พระสมเด็จวัดระฆังโฆษิตาราม    พุทธศิลป์ใกล้เคียงกับพระสมเด็จวัดระฆังโฆษิตารามมาก    แต่ก็มีพุทธพิมพ์ในรายละเอียดที่แตกต่างกันบ้างอันเป็นเอกลักษณ์แม่พิมพ์ของ พระสมเด็จ   กรุขุนอินทประมูลโดยเฉพาะ พระสมเด็จกรุขุนอินทประมูลนั้น  ท่านผู้รู้ในจังหวัดอ่างทอง ได้ขนานพระนาม เป็นพระพิมพ์ว่า1.      พระพิมพ์พระประธาน2.      พระพิมพ์ใหญ่3.      พระพิมพ์ทรงเจดีย์4.      พระสมเด็จองค์เล็ก หรือ พิมพ์คะแนนสำหรับแต่ละพิมพ์จะมีพิมพ์ย่อยเหมือนพระสมเด็จวัดระฆังโฆษิตารามอีกหรือไม่  กระผมยังไม่ทราบเพราะยังไม่ได้ไปวิเคราะห์หรือเห็นพระให้ทั่วถึงทั้งหมด  สำหรับวันนี้ให้ถือว่า มี 4 พิมพ์ ก็แล้วกันครับ พิมพ์พระประธาน       เอกลักษณ์ของพระประธานนั้น  เป็นพระพิมพ์ 3 ชั้น        มีเส้นแซมใต้ตักที่มีขนาดค่อนข้างหนาอย่างเห็นได้ชัด  ซุ้มเรือนแก้วเป็นซุ้มผ่าหวายที่เส้นใหญ่และคมลึกมาก   องค์พระประธานจะมีพุทธศิลปที่ล่ำสันสง่างามมาก   มีความลึกมากกว่าพิมพ์อื่นเล็กน้อย  เศียรขององค์พระเป็นรูปกลมรีในพุทธลักษณะของศิลปสุโขทัย  คือมีคางเล็กลงและเชื่อมลงมายังต้นคอขององค์พระซึ่งเห็นอยู่ในทีเท่านั้น มิได้เป็นรูปแท่งของลำคอเหมือนพระรุ่นใหม่ทั่วไป พุทธศิลปที่แตกต่างกับพระสมเด็จวัดระฆังโฆษิตาราม พิมพ์ใหญ่คือ  ไม่ปรากฏมีหูอยู่รำไร   พระพักตร์ไม่ปรากฏมีหน้าตาชัด  พระเกศเป็นกรวยยาวแหลมขึ้นไปจรดครอบแก้ว พระพุทธศิลปที่คล้ายคลึงกับพระสมเด็จวัดระฆังโฆษิตารามก็คือ ที่รักแร้ขององค์พระประธานด้านซ้ายมือจะลึกสูงกว่า ซอกรักแร้ด้านขวามือขององค์พระประธานหน้าตักซ้ายขององค์พระประธานจะสูงขึ้นกว่าหน้าตักทางขวามือขององค์พระประธาน   เป็นเหตุให้พุทธลักษณะขององค์พระประธานจะนั่งเอียงจากฐานเล็กน้อย ซึ่งเหมือนกับพุทธศิลปของพระสมเด็จวัดระฆังโฆษิตารามพิมพ์ใหญ่ ฐานทั้ง 3 ชั้นจะใหญ่และลึก มีฐานสิงห์ปรากฎที่ฐานชั้นสองทั้ง 2 ข้างพุทธศิลปพิมพ์หลังเป็นพิมพ์หลังเรียบทั้ง 3 พิมพ์เหมือนกัน  การตัดพิมพ์ของ องค์พระนั้น   เมื่อปั๊มแม่พิมพ์แล้วน่าจะตัดด้วยตอกจากด้านหลังขององค์พระ เสร็จแล้วจึงถอดองค์พระออกจากแม่พิมพ์ เหมือนพระสมเด็จวัดระฆังโฆษิตาราม  จึงไม่ปรากฏมีเนื้อปลิ้นบนขอบตัดด้านหน้า  ซึ่งจะแตกต่างจากพระสมเด็จวัดบางขุนพรหม  ซึ่งตัดจากด้านหน้าไปยังด้านหลัง  จึงปรากฏขอบตัดที่ปลิ้นขึ้นอย่างเห็นได้ชัด การตัดแม่พิมพ์นั้น    ถึงจะเป็นการตัดแม่พิมพ์จากด้านหลังมาสู่ด้านหน้า แต่ก็ใช้กรรมวิธีตัดขอบที่ไม่เหมือนกัน  จึงไม่ปรากฏรอยปูไต่บนพิมพ์ด้านหลังทั้ง 4 ขอบ    จึงสันนิษฐานได้ว่าอาจจะใช้ตอกตัดตรงทั้ง  4  ด้านทุกองค์ มวลสารขององค์พระนั้น มีเอกลักษณ์ของสมเด็จวัดระฆังค่อนข้างจะครบสูตร  คือมีรอยพรุนบนองค์พระทั่วๆไป  จึงสันนิษฐานได้ว่าน่าจะมีส่วนผสมของผงธูปที่บูชาพระ  เมื่อพระได้อายุนานปีผงธูปได้หดตัวและเสื่อมหายไป    จึงเกิดรอยรูพรุนหรือรอยเข็มทั่วไป. รอยบุ้งไต่หรือรอยหนอนด้น ซึ่งเกิดจากมวลสารที่เป็นดอกไม้   พืชผักหรือเนื้อสัตว์ที่เป็นเศษอาหาร  เมื่อสลายตัวแล้วจึงปรากฏร่องรอยที่เหลืออยู่เป็นรอยคล้ายบุ้งไต่หรือหนอนด้น  คล้ายกับพระสมเด็จวัดระฆังโฆษิตาราม เม็ดพระธาตุ   ซึ่งเป็นเอกลักษณ์ของพระสมเด็จวัดระฆังโฆษิตาราม  คือเป็นมวลสารที่ผสมด้วยเศษปูนเก่าที่ตำละเอียดผสมอยู่ในมวลสารของการสร้างพระ   เมื่อพระสมเด็จมีอายุเป็นร้อยปี   เศษปูนเก่าและส่วนผสมของปูนใหม่มีการหดตัวและมีรอยแยกกันเป็นธรรมชาติ      สำหรับไม้ก้านธูปหรือเศษมวลสารอื่นๆซึ่งมีในพระสมเด็จวัดระฆังโฆษิตารามนั้น  ยังไม่พบอาจจะมีหรือไม่มีก็ได้. พระสมเด็จพิมพ์ใหญ่ซุ้มครอบแก้วจะเล็กลงอย่างเห็นได้ชัด พุทธลักษณะของพระประธานจะไม่ล่ำสันเหมือนพิมพ์พระประธานแต่พุทธศิลปยังคงรักษาเอกลักษณ์เหมือนหรือคล้ายกับพิมพ์พระประธาน.  เส้นแซมใต้ตักจะมีขนาดเล็กลงบ้างเท่านั้น พระสมเด็จพิมพ์ทรงเจดีย์พุทธศิลปดูจะล่ำสันกว่าพระสมเด็จพิมพ์ใหญ่เสียอีก.  แต่ก็ไม่เท่ากับพระสมเด็จพิมพ์พระประธานเส้นแซมใต้ตักเป็นเส้นเล็กและแหลมคม นอกนั้นพุทธศิลปจะเหมือนและคล้ายกับพระสมเด็จทั้งของพิมพ์พระประธานและพิมพ์ใหญ่             พระสมเด็จองค์เล็ก หรือ พิมพ์คะแนน            เป็นพระสมเด็จที่มีขนาดองค์เล็กในลักษณะเป็นพิมพ์คะแนน   แต่เนื่องจากพระสมเด็จวัดระฆังโฆษิตาราม  พระสมเด็จวัดบางขุนพรหม และ พระสมเด็จวัดเกศไชโย ไม่มีพระสมเด็จองค์เล็ก  พระสมเด็จวัดขุนอินทประมูล  มีพระสมเด็จองค์เล็กอยู่เป็นจำนวนไม่มากนัก จึงเป็นข้อแตกต่างไปจากพระสมเด็จวัดระฆังโฆษิตาราม             แต่อย่างไรก็ตามพระสมเด็จวัดขุนอินทประมูลพิมพ์องค์เล็กนั้นจะมีเอกลักษณ์เหมือนสมเด็จอรหังพิมพ์เล็ก  มีพุทธศิลป์เป็นพระสมเด็จพิมพ์ใหญ่ เป็นมวลสารเหมือนพระพิมพ์ใหญ่ทุกประการ มีคราบปูนขาวจับบางๆ และส่วนใหญ่จะมีน้ำยางไม้สีน้ำตาลอ่อนเคลือบผิวอีกชั้นหนึ่ง             พุทธศิลปของพระสมเด็จวัดขุนอินทประมูลพิมพ์องค์เล็กนั้น จะเป็นศิลปนูนต่ำตามศิลปะของพระพิมพ์ในสมัยร้อยปีมานี้  ดังเช่น พระสมเด็จอรหังเล็ก หรือศิลปะของเหรียญเกจิอาจารย์ทั้งหลายในยุคปี พ.ศ.2460 ถึงปี พ.ศ.2480  เป็นต้น  เช่น  เหรียญหลวงปู่เอี่ยมวัดหนัง เหรียญหลวงปู่ศุข  เหรียญหลวงพ่อกลั่น  เป็นต้น    ศิลปะของเหรียญจะเป็นศิลปะนูนต่ำ ไม่เหมือนปัจจุบันพระเครื่องและเหรียญคณาจารย์ส่วนใหญ่จะเป็นศิลปะนูนสูง เป็นต้นครับ  ทำไมจึงขนานพระนามเป็นพระสมเด็จในความเป็นจริงนั้น       พระพุทธปฎิมากรรมหรือพระเครื่องที่สร้างขึ้นโดยคณาจารย์ที่มีตำแหน่งระดับพระสมเด็จ   เช่น สมเด็จพุฒาจารย์ ( โต ) พรหมรังสี ,หรือสมเด็จพระสังฆราชเจ้า ( สุกไก่เถื่อน ) ประชาชนชาวไทยจะขนานพระนามว่าเป็น    พระสมเด็จวัดระฆังโฆษิตาราม พระสมเด็จวัดบางขุนพรหม  พระสมเด็จอรหัง เป็นต้น แต่ถ้าเป็นพระเครื่องที่สร้างโดยคณาจารย์ที่ไม่มีตำแหน่งชั้นสมเด็จ   พระเครื่องเหล่านั้นจะไม่ขนานพระนามว่าเป็นพระสมเด็จ   ดังตัวอย่าง  เช่น  พระวัดรังษี พระวัดพลับ   พระหลวงปู่ภู เป็นต้น แต่ปัจจุบันแนวทางการขนานพระนามของพระเครื่องในรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้าที่มีพุทธลักษณะคล้ายๆ พระสมเด็จวัดระฆังโฆษิตาราม  ก็มีการขนานพระนามเป็นพระสมเด็จเช่นกัน   เช่น พระสมเด็จวัดเกศไชโย   เป็นต้น  สำหรับพระสมเด็จกรุขุนอินทประมูลนั้น    เนื่องจากมีพุทธลักษณะคล้ายคลึงกับ พระสมเด็จวัดระฆังโฆษิตารามทั้งพุทธศิลปและมวลสารทั้งหมด  อีกทั้งตามพุทธประวัติ ท่านเจ้าประคุณสมเด็จพุฒาจารย์ (โต) พรหมรังสี ได้เคยเสด็จมากราบนมัสการพระพุทธไสยาสน์ขุนอินทประมูล เหมือนเช่น วัดเกศไชโย   พระสมเด็จกรุวัดขุนอินทประมูลจึงอาจจะได้รับความเมตตาจากท่านเจ้าประคุณสมเด็จพุฒาจารย์ (โต) พรหมรังสี   เป็นผู้สร้างหรือร่วมสร้างและบรรจุในใต้ฐานของพระพุทธไสยาสน์ขุนอินทประมูล หรืออย่างน้อยที่สุดก็อาจจะได้รับพระบารมีจากท่านเจ้าประคุณสมเด็จพุฒาจารย์ (โต) พรหมรังสี .   คณะกรรมการจึงขนานพระนามเป็น พระสมเด็จกรุขุนอินทประมูล                         แนวทางการดูพระสมเด็จกรุขุนอินทประมูล             พระสมเด็จกรุขุนอินทประมูล เป็นพระเนื้อผงที่บรรจุในใต้ฐานพระพุทธไสยาสน์ ขุนอินทประมูล และน่าจะบรรจุอยู่ในที่สูงปราศจากน้ำท่วมใดๆ ด้วยอายุขององค์พระที่บรรจุไว้นานเป็นร้อยปี  กลางวันจะร้อนด้วยไอแดด และกลางคืนจะเย็นด้วยอากาศในตอนกลางคืน จึงก่อเกิดคราบปูนในอากาศที่ตกตระกอนจับลงบนองค์พระเครื่องที่เป็นพระผง  จนกระทั่งมีคราบปูนสีขาวนวลและจับแน่นเหมือนหินปูนโดยทั่วทั้งองค์พระ  ซึ่งเป็นปรากฏการณ์ตามธรรมชาติ ดังตัวอย่าง เช่น พระหลวงปู่ภูพิมพ์ 7 ชั้น ของวัดอินทร์ ฯ ที่ไปบรรจุไว้ในกรุที่จังหวัดพิษณุโลกนั้น จะมีผิวคราบปูนจับอยู่บาง ๆ เป็นต้น  แต่คราบปูนที่จับอยู่บนพระสมเด็จกรุขุนอินทประมูลมีความหนากว่ามาก  แสดงว่าพระสมเด็จกรุขุนอินทประมูลได้บรรจุในกรุมีอายุนานกว่า พระหลวงปูภูพิมพ์ 7 ชั้นที่เปิดกรุได้ที่จังหวัดพิษณุโลก และอาจจะนานกว่าสองเท่า             คราบปูนที่จับอยู่บนผิวขององค์พระตามธรรมชาตินั้น นอกจากจะมีผิวธรรมชาติที่คล้ายคลึงกันแล้วผิวปูนตามธรรมชาติจะจับแน่นไม่สามารถหลุดโดยง่ายต้องใช้ของแข็งขุดจึงจะสามารถเข้าถึงเนื้อได้ นอกจากผิวจะแข็งแกร่งแล้ว ยังมีสีด้านเหมือนหินปูนธรรมชาติ เหมือนหินปูนในถ้ำ  ถ้าเป็นหินปูนที่สร้างเทียมขึ้นจะต้องเป็นลักษณะปูนขาวผสมกาวที่แข็งและจับแน่น  แต่ก็จะต้องปรากฏความมันของกาวที่สร้างจากเคมีสังเคราะห์ขึ้นครับ             จึงหวังว่าท่านพุทธศาสนิกชนจะได้นิมนต์ไว้เป็นพุทธบูชาต่อไป

Author: Maruay , Posted: 2008-09-08 15:13

# ความคิดเห็นที่ : 9

ความผูกพันระหว่างวัดขุนอินทประมูลกับพระครูวิเศษชัยวัฒน์

โดย พระครูวิเศษชัยวัฒน์(เจ้าอาวาสวัดชัยมงคลและรักษาการแทนเจ้าอาวาสวัดขุนอินทประมูล) 

เมื่อ พ.ศ.๒๕๑๘ อาตมา(พระครูวิเศษชัยวัฒน์)กับพระมหาธีรังกูร ธีรงกุโร (ในขณะนั้น ปัจจุบันคือ พระศรีธรรมนาถมุนี รองเจ้าคณะจังหวัดศรีสระเกษ เจ้าอาวาสวัดมหาพุทธาราม(พระโต) อำเภอเมือง จังหวัดศรีสระเกษ) ในขณะนั้น พระมหาธีรังกูรท่านดำรงตำแหน่งเลขานุการเจ้าคณะจังหวัดอ่างทอง ส่วนอาตมาดำรงตำแหน่งเลขานุการเจ้าคณะอำเภอเมือง เราทั้งสองเป็นสหาย สมัครรักใคร่กัน เมื่อมีกิจกรรมอันใดที่เกี่ยวกับการคณะสงฆ์และงานสาธารณะต่างๆ จะต้องพบกับอาตมาและท่านมหาคุณด้วยเสมอ บางคราวถึงขนาดจำกันผิดฝาผิดตัวเลยก็มี เรียกได้ว่าผสานการงานเป็นกำลังแก่กันอย่างดุเดือด เราทั้งสองมีความชำนาญกันคนละด้านคือ พระมหาธีรังกูร ท่านจบเปรียญธรรม ประโยค ๙ มีความรู้ความสามารถเชี่ยวชาญในพระธรรมคำสอนของพระพุทธองค์ มีความสามารถในการแสดงธรรมแสดงหลักธรรมได้จูงใจน่าฟัง ส่วนอาตมามีความเชี่ยวชาญในการก่อสร้าง ไฟฟ้าและอิเลคทรอนิกส์ และการแสดงธรรม อาตมาและพระมหาธีรังกูรต่างก็ใช้ความรู้ความสามารถที่มีอยู่เป็นกำลังในพระศาสนาอย่างเต็มความสามารถ                เมื่อประมาณ  ๒๕ ปีที่แล้ว พระเดชพระคุณท่านเจ้าคุณพระราชสุวรรณโสภณ เจ้าคณะจังหวัดอ่างทอง หลังจากตรวจการณ์คณะสงฆ์จังหวัดอ่างทองแล้ว ท่านเห็นว่าในช่วงเข้าพรรษามีพระภิกษุบวชใหม่จำนวนมาก ไม่มีการเรียนการสอน ท่านปรารภว่าหากปล่อยไปอย่างนี้ กุลบุตรบวชเข้ามาไม่เกิดประโยชน์ ท่านเจ้าคุณยังกล่าวต่อไปว่า การบวชแบบเป็นธรรมเนียม ไม่เข้าถึงพระธรรมคำสั่งสอน อยากให้หาทางแก้ไข ให้คณะของเราช่วยกันคิด คณะของเราต่างก็คิดกันว่าจะจัดการอบรมพระนวกะ (พระบวชใหม่) ที่วัดขุนอินทประมูล โดยแจ้งไปยังวัดต่างๆ ในจังหวัดเพื่อส่งพระนวกะเข้ารับการอบรมโดยการสัตตหะมาเป็นเวลาหกวัน นวกภิกษุที่มาอบรมก็จะต้องมาพักกรด มีหลักสูตรในการอบรมเคร่งครัด ใช้เวลาในการอบรม ประมาณสองเดือน งานวิชาการเป็นหน้าที่ของพระมหาธีรังกูร งานเอกสารและสถานที่เป็นกิจกรรมของอาตมา  วัดขุนอินทประมูลในยามนั้นเป็นป่าทึบไม่มีประชาชนไปมามากนัก กิจกรรมอบรมพระนวกะนั้นได้รับความอุปถัมภ์จากคหบดี พ่อค้า ประชาชน สนับสนุนด้านอาหารและปัจจัยในการดำเนินการเป็นจำนวนมาก พระเดชพระคุณท่านเจ้าคณะจังหวัดท่านก็ไม่ทอดทิ้ง มาอยู่ร่วมกับการอบรมทั้งกลางวันกลางคืนโดยตลอดจนจบงาน ในฤดูเข้าพรรษาเป็นฤดูที่มีฝนตกชุก เป็นอุปสรรคในการอบรม พระที่เข้ารับการอบรมต้องเปียกฝนเป็นไข้มากมาย นายประดับ เอี่ยมประชาและครอบครัว มีจิตศรัทธาถวายโรงเลี้ยงหมูซึ่งมีขนาดใหญ่พอที่จะใช้เป็นสถานที่จัดการอบรมให้แก่พระนวกะทั้งแปดร้อยรูปได้ ในระหว่างอบรมพระนวกะนั้น ได้รับความเมตตาจากพระเถระผู้ใหญ่ในพื้นที่ใกล้เคียงโดยเฉพาะพระเดชพระคุณพระเทพสิงหบุราจารย์ (หลวงพ่อแพ วัดพิกุลทอง จังหวัดสิงห์บุรี) ท่านปรารภว่างานนี้เป็นกิจการงานกุศล เป็นกิจกรรมที่จะช่วยสืบพระศาสนาให้เจริญยืนนาน ควรจะจัดสร้างสถานที่ให้เหมาะสม พระเดชพระคุณท่านปรารภว่าควรจะสร้างวิหารใหญ่คลุมองค์พระพุทธไสยาสน์ เพื่อป้องกันพระพุทธไสยาสน์จากแดดฝนและใช้สถานที่นี้เพื่ออบรมพระนวกะ อาตมาก็แย้งท่านไปว่า เฉพาะองค์พระพุทธไสยาสน์ก็มีขนาดใหญ่โตอยู่แล้ว การสร้างวิหารครอบทั้งองค์พระพุทธไสยาสน์เป็นงานใหญ่เกินกำลังที่จะให้สร้างเสร็จในช่วงเวลาไม่นาน พระเดชพระคุณท่านพระเทพสิงหบุราจารย์ ท่านเป็นพระที่มีพรหมวิหารธรรมสูงท่านเมตตารับเป็นประธานในการจัดสร้าง และได้กำหนดและจัดงานวางศิลาฤกษ์ได้เงินทุนเริ่มก่อสร้างประมาณสองล้านบาท โดยมอบให้พระเดชพระคุณพระราชสุวรรณโสภณและนายกมล เสมอเหมือน ผู้แทนราษฎรจังหวัดอ่างทองในสมัยนั้น ร่วมกันฝากเงินและดำเนินการ หลังจากนั้นก็จัดการอบรมต่อมาอีกสองปี เจ้าอาวาสวัดขุนอินทประมูลในขณะนั้นไม่สามารถรับภาระในการจัดการอบรมได้และเกิดความไม่สบายใจในการจัดอบรม คณะผู้จัดการอบรมจึงเปลี่ยนแปลงให้แยกกันจัดกันเองในแต่ละอำเภอโดยจัดพระวิทยากรแยกกันเดินทางไปให้ความรู้ในแต่ละอำเภอ วัดขุนอินทประมูลจึงไม่ได้จัดอบรมพระนวกะมาตั้งแต่นั้นในปีสุดท้ายของการจัดอบรมพระนวกะเกิดเหตุประหลาดอย่างหนึ่งคือ เวลาประมาณสี่ทุ่มเศษหลังจากจบการอบรมพระกัมมัฏฐานประจำวันแล้ว พระผู้เข้ารับการอบรมทั้งหลายเข้าประจำที่พักเรียบร้อยแล้ว เหลือคณะทำงานประชุมสรุปงานประจำวันกันอยู่ ปรากฏมีพระภิกษุร่างใหญ่สูงมากกว่า ๑๘๐ เซนติเมตร รูปร่างเหมือนคนโบราณ มีผิวพรรณผุดผ่อง มีอายุมากแต่ยังมีทีท่าสง่างาม เดินตรงมายังที่คณะทำงานประชุมกันอยู่บริเวณหน้าพระพุทธไสยาสน์ คณะเราได้นิมนต์ท่านนั่งที่โซฟา อาตมาถามท่านว่า พระคุณเจ้ามาจากอารามไหน ท่านตอบว่า มาจากอารามทั่วไป อาตมายังถามท่านอีกว่าท่านอายุเท่าใด ท่านตอบว่าอายุ ๔๐๐ ปี ซึ่งอาตมาไม่ได้เชื่อและยังเห็นว่าพระท่านนั้นตอบคำถามแบบกวนๆ พาลหาว่าท่านเสียสติเสียอีก อาตมาจึงกราบลาไปจัดเอกสารสำหรับการอบรมในวันต่อๆไป เหตุการณ์ตั้งแต่อาตมาพูดสนทนากับพระนิรนามอยู่จนอาตมาออกมาและท่านยังพูดสนทนากับพระเดชพระคุณเจ้าคณะจังหวัดอ่างทองอยู่นั้นเจ้าหน้าที่จากวิทยาลัยพลศึกษาซึ่งเป็นผู้สนับสนุนเรื่องวัสดุอุปกรณ์สื่อการสอนอยู่นั้นได้ถ่ายวีดีโอเอาไว้โดยตลอด เมื่อเตรียมเอกสารเสร็จอาตมาก็เดินกลับมาที่ที่คณะเพื่อสนทนากันต่อ เป็นจังหวะเดียวกับที่พระนิรนามรูปนั้นกำลังลุกเดินจากบริเวณที่คณะอยู่คือด้านเศียรพระพุทธไสยาสน์ พระเดชพระคุณเจ้าคณะจังหวัดอ่างทองได้สั่งให้อาตมาเดินไปส่งพระภิกษุนิรนามนั้น อาตมาจึงเดินตามพระคุณเจ้ารูปนั้นไปจนถึงบริเวณพระบาทของพระพุทธไสยาสน์ พระรูปนั้นหันมาลาอาตมาแล้วเดินเข้าไปในเงาของพระพุทธไสยาสน์หายไป อาตมามองหารอบๆ บริเวณก็ไม่เห็นพระรูปนั้นแล้ว อาตมาจึงนำเรื่องพระรูปดังกล่าวหายตัวไปเล่าให้คณะฟัง ก็มีคนไม่เชื่อหาว่าอาตมาเพ้อเจ้อ จึงนำวีดีโอมาเปิดเพื่อดูหน้าพระรูปนั้น ปรากฏว่าไม่ปรากฏร่างของพระรูปนั้นในวีดีโอ ในขณะที่ถ่ายพระรูปนั้นนั่งสนทนาอยู่บนโซฟาก็ปรากฏเป็นเพียงโซฟาว่างเปล่า เห็นเพียงในคณะพูดคุยกันอยู่เอง ประมาณสองอาทิตย์หนังสือโลกทิพย์ลงรูปพระองค์นั้นและเล่าเรื่องว่าท่านคือพระเทพโลกอุดร ท่านมีบุตรห้าคนหนึ่งในนั้นคือพระบุญส่ง ญาณคุตโต(น้อยแสง) หรือพระราชสุวรรณโสภณ เจ้าคณะจังหวัดอ่างทอง อีกเรื่องหนึ่ง หลวงพ่อบุดดา ถาวโร แห่งวัดกลางชูศรีเจริญสุข จังหวัดสิงห์บุรี ท่านสนิทสนมกับ คุณประดับ เอี่ยมประชาและครอบครัวมาก ท่านมักจะเดินทางมาเพื่อเยี่ยมเยียนครอบครัวคุณประดับอยู่เสมอ เมื่อท่านมาคุณประดับจะแจ้งให้อาตมาทราบเพื่อนิมนต์มากราบและสนทนาธรรมกับหลวงพ่อบุดดาที่บ้าน ในวันนั้นอาตมาอยู่กับพระมหาทวี ประโยค ๙ พระมหาธีรังกูร ประโยค ๙ พระมหาแฉล้ม ประโยค ๓ เมื่อทราบจากคุณประดับว่าหลวงพ่อบุดดามา กลุ่มของอาตมาก็เตรียมกันไว้ว่าวันนี้สนทนาธรรมจะไล่หลวงพ่อบุดดาให้จำนนให้ได้ ความมหัศจรรย์เมื่อกราบนมัสการเสร็จหลวงพ่อบุดดาท่านก็ได้เอ่ยตอบคำถามที่พวกเราเตรียมจะถามหลายๆ ข้อที่เตรียมมาโดยที่อาตมาและคณะยังไม่ได้เริ่มถามเลย คณะของอาตมาเลยไม่มีใครกล้าเอยปากถามเลยสักคำถามเดียวพากันนิ่งเงียบ อาตมาเห็นทุกท่านเงียบเลยทะลุกลางปล้องไปว่าหลวงพ่อหวยสามตัวบนงวดนี้ออกอะไร ท่านก็เมตตาตอบทันทีว่า กายกรรม ๓ วจีกรรม ๔ มโนกรรม ๕ พวกอาตมาก็หัวเราะออกมากันทั้งหมด(เพราะในพระธรรมได้กำหนดไว้ว่า กายกรรม ๓(ประการ) วจีกรรม ๔(ประการ) มโนกรรม ๓(ประการ)) หลังจากเสร็จสนทนาธรรมกับหลวงพ่อบุดดาแล้ว พวกอาตมาก็คุยกันว่าหลวงพ่อบุดดาท่านเป็นพระไม่ธรรมดาเลย เราหลายคนหลายประโยครวมกันยังรู้พระธรรมไม่สู้ท่าน ติดใจก็แต่ที่ท่านพูดว่า มโนกรรม ๕ ซึ่งมันควรจะเป็น มโนกรรม ๓ เท่านั้น ปรากฏว่าหวยงวดนั้นสามตัวบนออก ๓๔๕ คณะอาตมาไม่มีใครนึกถึงหรือซื้อไว้เลย เสียดายหลังจากนั้นให้หลังประมาณสามปี พระอธิการสร่าง เจ้าอาวาสวัดขุนอินทประมูลลาออก คณะสงฆ์ได้ส่งพระมหาธีรังกูร เลขานุการเจ้าคณะจังหวัดอ่างทอง ไปรักษาการแทนเจ้าอาวาสวัดขุนอินทประมูล เนื่องจากท่านทำงานหลายหน้าที่ มีภารธุระในกิจการคณะสงฆ์มาก หลังจากจัดระเบียบภายในวัดได้ระยะหนึ่งท่านจึงลาออกและคณะสงฆ์ได้มอบหมายให้ พระปลัดบุญยัง เป็นเจ้าอาวาสวัดขุนอินทประมูลต่อไป ระหว่างนั้นอาตมาห่างจากวัดขุนอินทประมูลพอสมควรเนื่องจากได้รับมอบหมายภารกิจใหญ่ๆ ต่อเนื่องอาทิ งานก่อสร้างและระดมทุนสร้างศาลหลักเมืองอ่างทอง งานสร้างอุโบสถและพระตำหนักประจำพระองค์สมเด็จพระเทพฯ ที่วัดท่าสุทธาวาส อำเภอป่าโมก จังหวัดอ่างทอง งานสร้างศาลสมเด็จพระนเรศวรและพระเอกาทศรถ อนุสาวรีย์รัชกาลที่ ๕ หลังจากเสร็จงานนอกวัดก็พบว่าวัดชัยมงคลที่ข้าพเจ้าเป็นเจ้าอาวาสอยู่นั้นทรุดโทรม จึงหันกลับมาบูรณปฏิสังขรณ์อีก หลายปีที่ไม่ได้เข้าไปเกี่ยวข้องกับวัดขุนอินทประมูลได้แต่ถามข่าวคราวกันกับมหาธีรังกูรเท่านั้น จนกระทั่งพระมหาธีรังกูรขอกลับไปอยู่จังหวัดศรีสระเกษซึ่งเป็นบ้านเกิดของท่านเนื่องจากท่านเจ้าคณะจังหวัดศรีสระเกษท่านขอตัวไปช่วยงานและท่านต้องการกลับไปอยู่ใกล้ๆ โยมบิดามารดาท่าน พระเดชพระคุณเจ้าคณะจังหวัดอ่างทองจึงขาดเลขานุการเจ้าคณะจังหวัด จึงขอให้อาตมาทำหน้าที่ในตำแหน่งนั้นแทน ระหว่างนั้นอาตมารับการร้องเรียนเรื่องการลักลอบขุดสมบัติในวัดขุนอินทประมูล ข่าวว่าได้พระเครื่องและสมบัติเป็นอันมาก คณะสงฆ์จึงตั้งกรรมการเพื่อสอบสวนพระปลัดบุญยัง เจ้าอาวาสวัดขุนอินทประมูลในขณะนั้น ซึ่งก็ไม่ได้ผลการสอบสวนว่ามีการขุดหรือไม่อย่างไร เรื่องก็เงียบหายไปกาลต่อมา นายกมล เสมอเหมือน ซึ่งในตอนนั้นไม่ได้เป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดอ่างทองแล้ว ได้กลับมาทำอาชีพเดิมคือรับเหมาก่อสร้าง ได้แจ้งแก่พระเดชพระคุณเจ้าคณะจังหวัดอ่างทองว่า เงินที่ได้จากการวางศิลาฤกษ์สร้างวิหารครอบพระพุทธไสยาสน์รวมกับดอกเบี้ยมีมากแล้วควรเริ่มก่อสร้างได้แล้ว นายกมล จึงขออนุญาตกรมศิลปากรเพื่อก่อสร้างเมื่ออนุญาตแล้วจึงลงมือก่อสร้าง ระหว่างการก่อสร้างฝนตกหนักพระพุทธไสยาสน์ทรุดตัวลงเป็นบริเวณกว้างด้านหลัง เป็นข่าวในหน้าหนังสือพิมพ์ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องจึงได้ร่วมประชุมกันประกอบด้วย ผู้ว่าราชการจังหวัดอ่างทอง เจ้าคณะจังหวัดอ่างทอง กรมศิลปากร ซึ่งไม่อาจหาข้อสรุปจากการประชุมได้ ประชุมกี่ครั้งผลก็เช่นเดิม สุดท้ายอาตมาจึงรับเป็นธุระในการบูรณะพระพุทธไสยาสน์ที่ชำรุดเสียหายเพื่อไม่ให้องค์พระพังทลายต่อไปอีก ภาระกิจนี้เป็นภาระที่ใหญ่โตที่อาตมายังมองไม่เห็นว่าจะสำเร็จได้เลยก่อนอาตมาจะรับภารกิจดังกล่าว อาตมาได้ไปปฏิบัติกัมมัฏฐานที่วัดขุนอินทประมูลโดยปักกรดที่หน้าพระพุทธไสยาสน์ ในคืนที่เจ็ดของการปฏิบัติกัมมัฏฐานเวลาประมาณสองยาม คืนนั้นเป็นเดือนมืดมีเพียงแสงไฟหลอดเล็กๆ ที่เปิดไว้เท่านั้น ปรากฏมีคนร่างใหญ่รูปร่างเหมือนคนโบราณเดินมาหยุดอยู่ใกล้ๆ เอ่ยปากพูดกับอาตมาว่า ท่านพระครูไม่ต้องเป็นห่วงหรือหนักอกหนักใจอะไร หากท่านรับบูรณะวัดนี้ คนที่เคยร่วมสร้างวัดนี้ในกาลก่อนๆ ตอนนี้ผู้ที่กลับมาเกิดแล้วเขาจะมาช่วยท่านพระครูเอง เวลานั้นสุนัขในวัดไล่กัดแมว แมววิ่งหนี้เข้ามาในกรดของอาตมาชนข้าวของกระจุยกระจาย หันมาอีกทีท่านนั้นก็หายตัวไปแล้วอย่างไม่รู้ที่มาที่ไปรุ่งเช้า อาตมาได้รับโทรศัพท์จาก คุณดวงสมร วรฤทธิ์ ผู้อำนวยการกองแผนฯ สำนักงบประมาณ(ตำแหน่งในขณะนั้น) ว่าทราบจากข่าวพระพุทธไสยาสน์พังจากหนังสือพิมพ์คิดว่าอาตมาจะต้องการความช่วยเหลือ อาตมาจึงเชิญมาวัดขุนอินทประมูล คุณดวงสมรได้พา คุณจิรพรรณ นิรัติศัย รองผู้อำนวยการสำนักงบประมาณ(ปัจจุบันเกษียณราชการ) มาด้วยและได้หารือกันเพื่อหาแนวทางในการดำเนินการ สรุปว่าจะต้องดำเนินการบูรณะองค์พระพุทธไสยาสน์เป็นการเร่งด่วน เมื่อเรียบร้อยแล้วปรับภูมิทัศน์โดยรอบองค์พระฯ เพื่อให้มีความสมบูรณ์ โดยให้จังหวัดเสนอขอใช้งบประมาณแผ่นดินในการดำเนินการ ระหว่างการบูรณะกรมศิลปากรก็พบว่า นอกจากองค์พระและซากวิหารที่สร้างครอบองค์พระแล้ว ยังพบแนวกำแพงแก้วโดยรอบองค์พระออกมาอีก จำเป็นต้องทำการขุดค้นและอนุรักษ์พื้นที่ดังกล่าวเอาไว้ ทีนี้ก็เป็นเรื่องใหญ่ขึ้นมา เนื่องจากแนวกำแพงแก้วที่กรมศิลปากรจะอนุรักษ์นั้นในตอนนั้นมีการสร้างอาคารสำนักงาน กุฎีสงฆ์ หอฉัน หอระฆัง หอสวดมนต์ อยู่บนแนวนั้นพอดี จึงเกิดการรื้ออาคารและสิ่งก่อสร้างมากมายจนแทบจะไม่เหลือเลยภายในวัด อาตมาเมื่อรับเป็นรักษาการแทนเจ้าอาวาสวัดขุนอินทประมูลแล้วจึงต้องดำเนินการก่อสร้างอาคารเหล่านั้นมาเพื่อทดแทนของเดิมที่รื้อออกไปการบูรณะและก่อสร้างในครั้งนี้ใช้เวลากว่าสิบปี เรียกว่าเหมือนการเริ่มต้นสร้างใหม่ทั้งวัดจนวัดขุนอินทประมูลมีความสมบูรณ์และเป็นระเบียบ แต่วัดขุนอินทประมูลยังขาดหัวใจหลักของการเป็นวัดคืออุโบสถ ซึ่งวัดขุนอินทประมูลยังไม่พบว่าสถานที่ใดภายในวัดเคยถูกใช้เป็นอุโบสถมาก่อนถือเป็นหลังแรกตั้งแต่มีการสร้างวัด การสร้างอุโบสถครั้งนี้ต้องใช้ปัจจัยจำนวนมาก ดร.เถลิง เหล่าจิดา ได้มีจิตศรัทธาบริจาคทรัพย์ไว้เป็นทุนเริ่มต้นจำนวนหนึ่ง ต่อมาได้มีผู้ที่รวบรวมพระสมเด็จกรุวัดขุนอินทประมูลครั้งมีการขุดกรุตามที่อาตมาได้กล่าวไว้ข้างต้นได้ปรารภว่ามีจิตศรัทธาจะบริจาคพระสมเด็จกรุวัดขุนอินทประมูลที่รวบรวมเอาไว้จำนวน ๒,๐๐๐ องค์ นำกลับมาถวายคืนวัดขุนอินทประมูลเพื่อสนับสนุนการสร้างอุโบสถ จึงดำริร่วมกันว่าวัดจะจัดการทอดผ้าป่าเพื่อหาทุนทรัพย์สมทบสร้างอุโบสถวัดขุนอินทประมูลในวันที่ ๒๙ พฤศจิกายน ๒๕๕๑ เวลา ๑๐.๐๐ น. ณ วัดขุนอินทประมูล ตำบลอินทประมูล อำเภอโพธิ์ทอง จังหวัดอ่างทอง โดยผู้ที่เป็นเจ้าภาพนำผ้าป่ามาทอดจะได้รับพระสมเด็จกรุวัดขุนอินทประมูลไปบูชา โดยอาตมาขอนำเรียนว่าอย่าถือว่าเป็นการเช่าพระ ขอให้ถือเป็นการร่วมสร้างอุโบสถให้แก่วัดขุนอินทประมูล ขอให้ถือว่าเป็นการแปรสภาพทรัพย์ภายนอก ซึ่งถือว่าเป็นทรัพย์หยาบ ให้เป็นทรัพย์ละเอียด เป็นเสบียงเป็นกำลังที่หนุนเนื่องให้ท่านได้มีความสุขความเจริญในปัจจุบันชาติและอนาคตชาติต่อๆไปสุดท้ายขออนุโมทนากับคณะท่านผู้ศรัทธานำผ้าป่ามาทอด ณ วัดขุนอินทประมูลขอให้ทุกท่านปราศจากทุกข์ ปราจากโศก ปราศจากโรค ปราศจากภัย มีชีวิตอันเป็นสันติสุขตลอดกาลนานเทอญ

Author: Maruay , Posted: 2008-10-03 17:53

# ความคิดเห็นที่ : 10

พิมพ์เจดีย์ (สถาพผิวกรุเดิม)

ที่มา : ข่าวสดรายวัน -05 ตุลาคม พ.ศ. 2551 ปีที่ 18 ฉบับที่ 6520


คอลัมน์ พันธุ์แท้พระเครื่อง

โดย ราม วัชรประดิษฐ์



"พระสมเด็จกรุขุนอินทประมูล" เป็นพระกรุเก่าแก่ที่ขุดค้นพบที่ วัดขุนอินทประมูล ต.บางพลับ อ.โพธิ์ทอง จ.อ่างทอง วัดเก่าแก่ที่มีประวัติความเป็นมาและมีโบราณวัตถุที่น่าสนใจ ซึ่งกรมศิลปากรได้ขึ้นบัญชีอนุรักษ์ไว้แล้ว วัดขุนอินทประมูล เดิมเป็นเพียงสำนักสงฆ์ ใช้เป็นที่วิปัสสนากรรมฐาน ซึ่งพื้นที่แห่งนี้เคยเป็นที่ตั้งของชุมชนมาตั้งแต่สมัยทวารวดีจนถึงสมัยสุโขทัย ถือเป็นชุมชนใหญ่ริมฝั่งคลองบางพลับซึ่งเป็นคลองเชื่อมระหว่างแม่น้ำน้อยกับแม่น้ำเจ้าพระยา จากตำนานสิงหนวัติ กล่าวถึงมูลเหตุการสร้างพระพุทธไสยาสน์วัดขุนอินทประมูล โบราณวัตถุสำคัญของวัดไว้ว่าครั้งหนึ่งในสมัยสุโขทัย พระยาเลอไทได้เสด็จออกจากกรุงสุโขทัยทางชลมารคเพื่อมานมัสการพระฤๅษีสุกกะทันตะ ผู้เป็นพระอาจารย์ ณ เขาสมอโคน เขตกรุงละโว้ จากนั้นเสด็จกลับโดยล่องมาตามคลองบางพลับเพื่อเสด็จประพาสท้องทุ่ง และแวะประทับแรม ณ โคกบางพลับ ทรงเกิดศุภนิมิตทอดพระเนตรเห็นดวงไฟดวงใหญ่ลอยขึ้นเหนือยอดไม้แล้วหายไปทางทิศตะวันออก พระองค์ทรงโสมนัสและดำริให้สร้างพระพุทธรูปไสยาสน์ขึ้น ขนานนามว่า "พระพุทธไสยาสน์เลอไทนฤมิตร" ก่อนเสด็จนิวัติสู่กรุงสุโขทัย...

หลังจากนั้น พระพุทธไสยาสน์เลอไทนฤมิตรก็ถูกปล่อยปละละเลยไม่ได้รับการดูแล จนชำรุดทรุดโทรมไปตามกาลเวลา จนถึงสมัยกรุงศรีอยุธยาเป็นราชธานี รัชสมัยพระเจ้าบรมโกศ มีนายอากรตำแหน่งที่ขุนอินทประมูล นายบ้านบางพลับ เป็นผู้มีจิตใจใฝ่ในการพระพุทธศาสนาอย่างมาก ได้บูรณะพระพุทธไสยาสน์เลอไทนฤมิตร พร้อมทำหลังคาคลุม และสร้างวัดขึ้น ณ บริเวณดังกล่าว ความทราบถึงพระเจ้าอยู่หัว พระองค์ทรงเห็นว่าขุนอินทประมูลมีความศรัทธาต่อพระพุทธศาสนาเป็นที่ยิ่ง จึงโปรดให้ทำพิธียกเกศทองคำพระราชทานประดับเหนือเศียรพระพุทธไสยาสน์ พระราช ทานนามพระพุทธไสยาสน์ที่บูรณะแล้วเสร็จว่า "พระพุทธไสยาสน์ขุนอินทประมูล" และพระราช ทานนามวัดว่า "วัดขุนอินทประมูล" หลังจากเสียกรุงศรีอยุธยาครั้งที่ 2 วัดขุนอินทประมูลก็ถูกทิ้งร้างอีกครั้งหนึ่ง

สมัยกรุงรัตนโกสินทร์ รัชกาลพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เมื่อครั้งท่านเจ้าประคุณสมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต พรหมรังสี) ตรวจสอบพื้นที่ที่จะสร้างพระมหาพุทธพิมพ์ ที่วัดเกศไชโย จึงพบวัดขุนอินทประมูล และได้เข้าเฝ้าฯ ถวายพระพรให้ทรงทราบ ถึงสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้า
เจ้า
อยู่หัว เสด็จพระราชดำเนินมานมัสการพระพุทธไสยาสน์ขุนอินทประ มูล ตั้งแต่นั้นมาได้เริ่มมีการบูรณะและพัฒนาเรื่อยมาจนถึงปัจจุบัน ซึ่งทางวัดได้จัดให้มีงานนมัสการประจำปี ปีละ 2 ครั้ง คือ แรม 7-8 ค่ำ เดือน 5 และ แรม 6 ค่ำ เดือน 11

โบราณวัตถุที่สำคัญอีกสิ่งหนึ่งของวัดขุนอินทประมูล ก็คือ "พระสมเด็จกรุวัดอินทประมูล" เรียกตามพุทธลักษณะที่คล้ายพระสมเด็จของท่านเจ้าประคุณสมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต พรหมรังสี) มีทั้งหมด 3 พิมพ์ คือ พิมพ์พระประธาน พิมพ์ใหญ่ และพิมพ์เจดีย์ ซึ่งทางวัดจะได้มอบแก่ผู้มีจิตศรัทธาร่วมเป็นเจ้าภาพทอดผ้าป่ามหากุศลสร้างพระอุโบสถหลังใหม่และเป็นหลังแรกของวัด มีจำนวนเพียง 500 องค์เท่านั้น ติดต่อสอบถามได้ที่ พระครูวิเศษชัยวัฒน์ เจ้าอาวาสวัดชัยมงคล รักษาการเจ้าอาวาสวัดขุนอินทประมูล โทร. 08-1852-4981 ครับผม

Author: Maruay , Posted: 2008-10-17 17:52

# ความคิดเห็นที่ : 11

วันศุกร์ที่ 24.10.2008 นี้ ทางหนังสือพิมพ์คมชัดลึก จะมีลงประกาศข่าว

จึงเรียนมาให้ทราบโดยทั่วกันครับ

Author: Maruay , Posted: 2008-10-19 13:30

# ความคิดเห็นที่ : 12

เข้าซอยให้ถูก

โดย พระอาจารย์อำนาจ โอภาโส

เมื่อเราใช้ชีวิตอยู่ในสังคม บ่อยครั้งเราเลือกไม่ได้ว่า

วันนี้จะมีคนดีหรือคนไม่ดีผ่านเข้ามาในชีวิตของเรา

เหมือนกับทุกการงานหรือความฝันใฝ่ของเรา

เราก็เลือกไม่ได้ที่จะราบรื่นหรือมีอุปสรรค

แต่สิ่งหนึ่ง เราสามารถเลือกได้และกำหนดได้ด้วยตนเอง

คือเราเลือกที่จะขุ่นมัว หรือเลือกที่จะรักษาสันติสุขในหัวใจ

มันไม่ได้อยู่ที่ว่าเพราะเขาเป็นคนไม่ดีเราจึงขุ่นมัว

หรือเพราะว่าอุปสรรคจึงทำให้เราหงุดหงิด

แต่มันอยู่ที่ว่าเราวางใจไว้ตรงไหนในหัวใจเรา

ถ้าเราวางใจไว้ตรงการถือตัวว่าเราดีกว่า เราต้องชนะ

การแพ้จะทำให้เรารู้สึกต่ำต้อย เวลาที่ไม่ได้รับการให้เกียรติ ไม่ได้รับความสำคัญ

แค่กิริยาเมินเฉยของใครบางคน ก็อาจทำให้เราขุ่นมัวได้

นั่นย่อมแปลว่าความทุกข์นั้นไม่เกิดเพราะเขาเป็นผู้กระทำต่อเรา

แต่เพราะความไม่รู้/รู้ตามไม่จริง (อวิชชา) จึงทำให้เราวางใจไว้ผิด ในกรณีอื่นๆ ก็เช่นเดียวกัน

เราจะต้องเป็นผู้สมหวังเสมอไปหรือ

แล้วทำไมเราจึงไม่ยอมรับว่าอุปสรรคเป็นเรื่องธรรมดา

การเป็นคนดีกับการเป็นคนมีอุปสรรคเป็นคนละเรื่องกัน

ดังนั้นเวลาที่เรามีปัญหาขัดข้องในสิ่งที่เราทำ

เราก็ไม่จำเป็นต้องตกนรกด้วยการทำใจให้หงุดหงิด ขุ่นมัว และอ้างว่าเราเป็นคนดี

เรากำลังทำในสิ่งที่ดี หรือสำคัญ หรือสิ่งที่ยิ่งใหญ่มีประโยชน์

เลยจำเป็นต้องหงุดหงิดกับอุปสรรค นั่นก็เป็นการวางใจไว้ผิดเช่นกัน

เพราะอุปสรรคนั้นอยู่ในกฎแห่งความไม่เที่ยง ไม่แน่นอน

ความไม่ใช่ตัวตน สิ่งนั้นเราบังคับบัญชาไม่ได้

ดังนี้ ถ้าเราหงุดหงิดกับอุปสรรค แสดงว่าเรากำลังวิปลาส คือเห็นผิด

เห็นว่าความไม่เที่ยงว่าเที่ยง เห็นทุกข์เป็นสุข

เห็นความไม่ใช่ตัวตนเป็นตัวตน

และพยายามจะบังคับให้ทุกอย่างเป็นไปดังใจ

โดยลืมความจริงไปว่าคนอื่น

ก็ล้วนเกิดจากองค์ประกอบที่ผันผวนอยู่ตลอดเวลาตามเหตุปัจจัย

ยิ่งทำงานที่เกี่ยวข้องกับคนมาก

ก็ย่อมต้องพบกับความผันผวนแลแปรปรวนมากเท่านั้น

เหมือนเดินอยู่ท่ามกลางกระแสคลื่นที่อยู่โอบล้อมเรา

เราจะกรีดร้อง หรือยิ้มอย่างเท่าทันต่อหัวใจของตัวเอง

รักษาสมดุลย์อันสงบในหัวใจ และก้าวเดินอย่างงามสง่า

เพราะในทุกๆ วินาทีที่คลื่นแห่งความแปรเปลี่ยนโอบกอดเรา

เราเลือกได้ที่จะเอะอะโวยวาย คร่ำครวญ หรือเลือกที่จะมีศานติสุขในหัวใจ

ไม่ผลักใจตัวเองให้ลงนรกด้วยความขุ่นมัว

ในเมื่อความเปลี่ยนแปลง และความไม่แน่นอนนั้น

เป็นกฎอันศักดิ์สิทธิ์ของธรรมชาติ

พายุร้ายที่โหมกระหน่ำ ก็เคลื่อนตัวไปสู่ท้องฟ้าที่ปลอดโปร่ง

รัตติกาลย่อมผลิแย้มดวงตะวันแห่งรุ่งอรุณ

เราจึงเลือกได้ที่จะสงบสันติสุขอย่างผู้มีปัญญา

ไม่หวาดหวั่นกับอุปสรรค

เพราะอุปสรรคทำให้เราตกนรกไม่ได้

ถ้าเราวางใจไว้ถูก ไม่แก้ปัญหาด้วยการทำใจให้เป็นอกุศล

หรือแม้แต่ก่อความอยากที่จะพ้นจากภาวะอันขัดข้อง

เพราะความอยากพ้นจากภาวะ ก็เป็นตัณหาตัวหนึ่ง

ที่ให้ผลเป็นความบีบเค้นต่อจิตใจ

นับเป็นการซ้ำเติมตัวเองโดยรู้เท่าไม่ถึงการณ์

ทุกข์ทางกายที่เราต้องประสบกันทุกคน

เหมือนกับกำปั้นของธรรมชาติ ที่คอยเราด้วยทุกข์เล็กทุกข์น้อย

แต่หากเราขาดสติ เราจะซ้ำเติมตัวเองอีกกำปั้นหนึ่ง ด้วยการวางใจไว้ผิด

อุปสรรคย่อมเกิดขึ้นโดยธรรมดา

แต่เราเลือกที่จะเครียดหรือไม่เครียด

กายเรามีสิทธิ์ที่จะเจ็บป่วยตามธรรมชาติ

แต่เราเลือกได้ที่จะเอากำปั้นเราทุบใจซ้ำ

ด้วยความกังวลหงุดหงิด อยากให้หายดิ้นรน ที่จะพ้นจากภาวะ

หรือวางใจให้เห็นธรรมชาติของกาย เวทนา ว่าไม่ใช่ของเรา

ล้วนเป็นองค์ประกอบของเหตุปัจจัย

แต่การวางใจไว้ถูก ไม่ได้เกิดขึ้นโดยบังเอิญ

แต่เกิดขึ้นอย่างมีปัญญาที่จะเข้าใจ ตามความเป็นจริง

เหตุนั้นเองเราจึงจำเป็นต้อง เข้าใจวงจรปฏิจจสมุปบาท

คือภาวะที่อาศัยกันและกันเกิดขึ้น

เช่น เราเลือกไม่ได้ที่จะให้คำพูดที่ไม่ดีมากระทบหูของเรา แล้วไหลตกลงไปสู่ในใจ

การรับรู้เกิดขึ้นแล้วตรงนั้น เสี้ยววินาทีแห่งสายฟ้าแลบนั้น เราเลือกได้ที่จะโกรธหรือไม่โกรธ

โต้ตอบหรือสงบอย่างรู้เท่าทัน ถึงผลที่จะตามมา

ในช่วงวินาทีแห่งสายฟ้าแลบนั้น เราอาจะเผลอถูกย้อมอารมณ์กลายเป็นปฏิกิริยา

มารู้สึกตัวอีกทีก็สายเสียแล้ว วิธีคือเราต้องวางใจให้ถูกต้องเสียก่อน

คือเข้าซอยถูก ที่ปากซอยปักป้ายไว้ว่า สัมมาทิฏฐิ

คือ เมื่อมีความเป็นที่ถูกต้อง จึงมีดำริที่ถูกต้อง คือ สัมมาสังกัปปะ

คือวางไว้ในใจว่า จะเสียสละ จะเมตตา จะกรุณา

เมื่อวางใจในลักษณะบวก (+) เช่นนี้

แม้จะถูกคลื่นลบ (-) มารบกวน จิตก็ตกลงมายาก

หากวางใจไว้เป็นลบอยู่ก่อนแล้ว

คือหมกมุ่นพัวพันกับสิ่งสนองความอยาก

หรือคิดในแง่ในแง่ร้ายเคียดแค้น ชิงชัง

หรือคิดในแง่ที่จะเอาเปรียบ ข่มเหง

การวางใจไว้ผิดเช่นนี้ ยิ่งกระทบก็ยิ่งทำให้ใจมืด

เหมือนเดินเข้าปากซอยผิดตั้งแต่เริ่มต้น

คือ ยิ่งเดิน ยิ่งมืดทึบ อึดอัด คับตัน

เป็นการดำริที่ทำให้ปัญญาดับ

เป็นการเบียดเบียนทั้งตัวเองและผู้อื่น

เพราะการวางใจไว้ผิดนั้น

ก็เผาลนตัวเองอยู่ทุกขณะอยู่แล้ว ก่อนที่จะเผาไหม้ผู้อื่น

เมื่อการกระทบนั้นไม่เป็นดังใจ

ซึ่งเป็นไปไม่ได้ที่ทุกสิ่งซึ่งไหลโอบล้อม

อยู่รอบกระแสแห่งชีวิตจะถูกใจไปทั้งหมด

ดังนั้น การเข้าซอยถูกตั้งแต่เริ่มต้น ยิ่งเดินยิ่งสว่าง

เมื่อเข้าซอยสัมมาทิฏฐิเห็นถูกต้อง

ก็ทำให้เกิด สัมมามาสังกัปปะ ดำริคิดถูกต้อง

ทำให้เกิด สัมมาวาจา พูดถูก

สัมมากัมมันตะ คือมีกายในทางไม่เบียดเบียนผู้อื่นด้วยการฆ่าหรือขโมย

สัมมาอาชีวะ เลี้ยงชีวิตชอบ เว้นจากมิจฉาชีพ

สัมมาวายามะ คือความเพียรคอยเร้าจิตให้มุ่งมั่น

ป้องกันอกุศลที่ยังไม่เกิดไม่ให้เกิดขึ้น

ละอกุศลที่เกิดขึ้นแล้ว สร้างกุศลที่ยังไม่เกิดให้เกิดขึ้น

และรักษากุศลที่มีอยู่ในใจให้เจริญยิ่งขึ้น

สัมมาสติ ระลึกชอบ คือมีสติอยู่กับกาย เวทนา จิต ธรรม

สัมมาสมาธิ คือความตั้งใจไว้ชอบ

ความตั้งมั่นของจิตที่แน่วแน่นุ่มนวลควรแก่การงาน

ทำให้เกิดปัญญาเห็นตามจริง

ดังนั้น การเริ่มต้นเริ่มเข้าซอยถูก

เห็นถูก วางใจให้ถูกจึงยิ่งเดินยิ่งสว่าง

ถึงแม้เราจะเลือกไม่ได้ว่าจะมีอุปสรรคระหว่างหนทางหรือไม่

จะเจอคนดีหรือไม่ดี ไม่มีใครผลักใจเราให้ล้มลงได้

ถ้าเราไม่ผลักใจ เราให้ลงนรกด้วยความขุ่นมัว...เราเลือกได้

(ที่มา : "เข้าซอยให้ถูก" ในคำตอบของชีวิตปฏิจจสมุปบาท, หน้า ๘๕-๘๙)

Author: Maruay , Posted: 2008-11-07 13:14

# ความคิดเห็นที่ : 13

งานข่าวที่ทางทีมงานทอดผ้าป่ามหากุศล ร่วมกันทำงานครับ

http://www.komchadluek.net/2008/09/22/x_phra_j001_222155.php?news_id=222155

http://www.komchadluek.net/2008/10/24/x_phra_j001_227417.php?news_id=227417

http://www.komchadluek.net/2008/11/05/x_prv_n001_229388.php?news_id=229388 

http://www.matichon.co.th/khaosod/view_news.php?newsid=TUROaWRXUXdOREExTVRBMU1RPT0=§ionid=TURNd053PT0=&day=TWpBd09DMHhNQzB3TlE9PQ

http://www.matichon.co.th/matichon/view_news.php?newsid=01pro10011151&sectionid=0112&day=2008-11-01

หมายเหตุ : จะมีการประกาศข่าวบุญทางสื่อสิ่งพิมพ์อีก1-2ครั้งครับ ซึ่งคาดว่าจะอยู่ในช่วงโค้งสุดท้ายก่อนวันงาน 29 พ.ย. 2551นี้ 

             ซึ่งทั้งหมดนี้พวกเราได้รับความเมตตากรุณาจากพระครูวิเศษชัยวัฒน์, ความเมตตาอนุเคราะห์จากผู้หลักผู้ใหญ่ที่เห็นความสำคัญของงานทางธรรมอันเป็นกำลังสำคัญยิ่ง พวกเราต้องขอกราบอนุโมทนาและ ขอกราบขอบพระคุณไว้ ณ ที่นี้ด้วยครับ

 

Author: Maruay , Posted: 2008-11-14 13:17

# ความคิดเห็นที่ : 14

พระสมเด็จพิมพ์องค์เล็ก

Author: Maruay , Posted: 2008-11-18 12:39

# ความคิดเห็นที่ : 16

ภาพแบบจำลองพระอุโบสถที่จะทำการก่อสร้างครับ

Author: IP: 58.181.129.244 , Posted: 2008-11-24 09:26

# ความคิดเห็นที่ : 17

งานทอดผ้าป่ามหากุศลวันที่ 29 พฤศจิกายน 2551 ก็ได้ดำเนินการเสร็จเป็นที่เรียบร้อยแล้วครับ ขอขอบคุณทุกจิตศรัทธาที่ช่วยทำให้งานดำเนินไปจนเสร็จเรียบร้อยดีครับ ภาพบรรยากาศภายในงานจะนำมาให้ทุกท่านชมใน www.khuninthapramul.com ต่อไปครับ

ข่าวสดจากฤาษีกลางดง : มีผู้คนหลั่งไหลเข้าวัดเพื่อขอร่วมเป็นเจ้าภาพ และรับพระพร้อมหนังสือกันเป็นจำนวนมากครับ

สำหรับช่วงนี้ผู้มีจิตศรัทธาสามารถเข้าร่วมเป็นเจ้าภาพทำบุญสร้างพระอุโบสถได้อย่างต่อเนื่องนะครับ ส่วนพระสมเด็จพร้อมหนังสือหากหมดแล้วหมดเลยนะครับ โดยทุกท่านสามารถติดต่อได้ที่พระครูวิเศษชัยวัฒน์ (เจ้าอาวาสวัดชัยมงคลและรักษาการณ์เจ้าอาวาสวัดขุนอินทประมูล จ.อ่างทอง) โทรมือถือ 08-1852-4981 

หมายเหตุ : ท่านพระครูวิเศษชัยวัฒน์ได้เมตตาตอบคำถามผมเรื่องกำหนดสร้างเสร็จของพระอุโบสถว่า "จะให้เสร็จทันช่วงเข้าพรรษา"ครับ ขอให้พวกเราช่วยกันนะครับจะได้เสร็จทันกำหนดครับ

มารวยขออนุโมทนาครับ...   สาธุ

 

Author: Maruay , Posted: 2008-11-30 19:03

# ความคิดเห็นที่ : 18

แจ้งข่าว : หนังสือ"พระสมเด็จกรุขุนอินทประมูล"ที่กำลังจัดพิมพ์ครั้งที่2 กำลังดำเนินการใกล้จะเสร็จแล้ว รูปแบบและ เนื้อหาภายในหนังสือยังคงคุณภาพเหมือนเดิมและที่สำคัญ คุณฤาษีกลางดงได้เพิ่มrecordภาพพระสมเด็จของผู้มีจิตศรัทธารับเป็นเจ้าภาพรับพระสมเด็จพิมพ์ใหญ่พระประธาน(ฐานหนุน), พิมพ์ใหญ่และ พิมพ์เจดีย์ ซึ่งทางวัดมีภาพและ ได้เก็บไว้ก่อนหน้า

เงินรายได้หลังหักค่าใช้จ่ายจากตัวแทนร้านหนังสือทั้งหมด จะส่งเข้าร่วมสร้างพระอุโบสถวัดขุนอินทประมูลต่อไปครับ

ราคาหนังสือ : 250 บาท

คุณภาพ : กระดาษ และ สีเหมือนเดิม

วันที่ลงร้านหนังสือ : กลางเดือน มกราคม 2552

 ขอนำเรียนว่าหนังสือเล่มที่เห็นนี้ผมนำขึ้นห้างพันธ์ทิพย์ งามวงศ์วาน และได้มอบให้แด่ผู้ใหญ่ท่านหนึ่งซึ่งท่านได้อ่านและพิจารณาแล้ว ท่านก็บอกว่าทำหนังสือได้ดีและ ท่านได้แนะนำผมในบางเรื่องด้วยครับ

 

Author: IP: 58.97.35.116 , Posted: 2008-12-23 17:48

# ความคิดเห็นที่ : 19

ต้นรัก

ต้นรัก เป็นไม้ยืนต้นอยู่ในวงศ์ไม้มะม่วง (Anacardiaceae) เป็นคนละชนิดกับต้นรัก Calotropis gigantean linn ซึ่งเป็นไม้พุ่มอยู่ในวงศ์ Asclepiadaceae ออกดอกเป็นช่อกลีบดอกสีม่วงหรือขาว ระยางรูปมงกุฎ นำมาใช้ร้อยพวงมาลัย ต้นรักหรือต้นไม้ในวงศ์มะม่วงมีอยู่ ๒ สกุล ที่ใช้เจาะเก็บยางรัก คือ สกุล Rhus และสกุลไม้รักใหญ่ (Melanorrhoea) ต้นรักในสกุลไม้รักใหญ่ มีอยู่ด้วยกัน ๔ ชนิด คือ ต้นรักใหญ่ (Melanorrhoea ustata) รักน้ำเกลี้ยง (Melanorrhoea laccifera) รักเขา (Melanorrhoea pilosa) และรัก (Melanorrhoea glabra)

แต่ต้นรักที่มีความสำคัญและใช้เจาะเก็บยางรัก เพื่อใช้ในงานอุตสาหกรรมเครื่องรักและเครื่องเขินของไทยและพม่า คือ ต้นรักใหญ่ การนำยางรักจากต้นรักมาใช้ ทำด้วยการกรีดหรือสับด้วยมีดที่ลำต้นรักให้เป็นรอยยาวๆ ยางรักจะไหลออกมาตามรอยที่กรีดและสับนั้น แล้วจึงนำภาชนะเข้ารองรับน้ำยางเป็นคราวๆ และเก็บรวบรวมไว้ใช้งานต่อไป ยางรักนี้บางแห่งเรียกว่า น้ำเกลี้ยง หรือ รักน้ำเกลี้ยง ยางรักแต่ละชนิดที่ช่างรักจะใช้ประกอบในการทำงานเครื่องรักมีอยู่หลายชนิด ดังมีชื่อเรียกที่แตกต่างกัน

รัก เป็นยางไม้ชนิดหนึ่ง ซึ่งชนชาติที่อาศัยอยู่ในทวีปเอเชีย รู้จักนำมาใช้ในการเคลือบและตกแต่งผิวของวัตถุตั้งแต่สมัยโบราณ โดยใช้ยางรักในการเคลือบสิ่งของเครื่องใช้ที่ทำจากวัสดุประเภทต่างๆ เช่น ไม้ เครื่องจักสาน หนัง ผ้า โลหะ เครื่องปั้นดินเผา หิน เป็นต้น เมื่อยางรักแข็งตัวแล้วจะมีคุณสมบัติป้องกันน้ำซึม และทนต่อสภาพของดินฟ้าอากาศ

รักดิบ คือ ยางรักสดที่ได้จากการกรีดหรือสับจากต้นรัก ลักษณะเป็นของเหลวสีขาวเมื่อทิ้งไว้สักระยะหนึ่ง จะเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาลไหม้ รักดิบนี้จะต้องผ่านการกรองให้ปราศจากสิ่งสกปรกปะปน และจะต้องได้รับการขับน้ำที่เจืออยู่ตามธรรมชาติในยางรักให้ระเหยออกตามสมควรเสียก่อน จึงจะนำไปประกอบงานเครื่องรักได้

รักน้ำเกลี้ยง คือ รักดิบที่ผ่านการกรองและได้รับการซับน้ำเรียบร้อยแล้ว เป็นน้ำยางรักบริสุทธิ์ จึงเรียกว่า รักน้ำเกลี้ยง เป็นวัสดุพื้นฐานในการประกอบงานเครื่องรักชนิดต่างๆ เช่น ผสมสมุก ถมพื้น ทาผิว

รักสมุก คือ รักน้ำเกลี้ยงผสมกับสมุก มีลักษณะเป็นของเหลวค่อนข้างข้น ใช้สำหรับอุดแนวทางลงพื้นและถมพื้น

รักเกลี่ย คือ รักน้ำเกลี้ยงผสมกับสมุกถ่านใบตองแห้งป่น บางทีเรียกว่า สมุกดิบ ใช้เฉพาะงานงานอุดรู ยาร่อง ยาแนวบนพื้นก่อนทารัก สำหรับปิดทองคำเปลว

รักเช็ด คือ รักน้ำเกลี้ยง นำมาเคี่ยวบนไฟอ่อนๆ เพื่อไล่น้ำให้ระเหยออกมากที่สุด จนได้เนื้อรักข้นและเหนียวจัด สำหรับใช้แตะ ทา หรือเช็ด ลงบนพื้นแต่บางๆ เพื่อปิดทองคำเปลว หรือทำชักเงาผิวหน้างานเครื่องรัก

รักใส คือ รักน้ำเกลี้ยงที่ผ่านกรรมวิธีสกัดให้สีอ่อนจาง และเนื้อโปร่งใสกว่ารักน้ำเกลี้ยง สำหรับใช้ผสมสีต่างๆ ให้เป็นรักสี

รักแต่ละชนิดดังที่กล่าวมานี้ ล้วนมีที่มาจาก รักดิบ ทั้งสิ้น รักแต่ละชนิดจะมีคุณภาพมากหรือน้อยก็ดี นำมาประกอบงานเครื่องรักแล้วจะได้งานที่ดี มีความคงทนถาวรเพียงใดนั้น ขึ้นอยู่กับคุณสมบัติพื้นฐานของรักดิบ ที่ช่างรักจะต้องรู้จักเลือกรักดิบที่มีคุณภาพดีมาใช้

สมุก เป็นวัสดุที่มีลักษณะเป็นผง หรือป่นเป็นฝุ่น สมุกที่ใช้ในงานเครื่องรักแบบไทยประเพณีอย่างโบราณวิธี มีอยู่ด้วยกัน ๒ ชนิด คือ

- สมุกอ่อน สมุกชนิดนี้ ได้แก่ ผงดินสอพอง ผงดินเหนียว เลือดหมูก้อน อย่างใดอย่างหนึ่ง ผสมกับรักน้ำเกลี้ยง ตีให้เป็นเนื้อเดียวกัน ใช้ทารองพื้นที่ต้องการ รองพื้นบางๆ และเรียบ

- สมุกแข็ง ได้แก่ ผงถ่านใบตองแห้ง ผงถ่านหญ้าคา ผงปูนขาว อย่างใดอย่างหนึ่ง ผสมกับรักน้ำเกลี้ยง ตีให้เป็นเนื้อเดียวกัน ใช้ทารองพื้นที่ต้องการรองพื้นหนาและแข็งแรงมาก

Author: Maruay , Posted: 2008-12-27 23:47

# ความคิดเห็นที่ : 20

พิธีวางศิลาฤกษ์พระอุโบสถวัดขุนอินทประมูล

ดร.เถลิง เหล่าจินดา ลงเสาเข็มศิลาฤกษ์ โดยมีสมเด็จพระพุทธาจารย์(เกี่ยว อุปเสโน) ประธานคณะผู้ปฏิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราชพร้อมด้วยคุณศุทธนะ ธีวีระปัญญาผู้ว่าราชการจังหวัดอ่างทอง ยืนร่วมในพิธีด้วย โดยได้จัดพิธีวางศิลาฤกษ์ ในวันที่ 16 พฤษภาคม 2551 เวลา 14:35 น.

Author: Maruay , Posted: 2009-01-08 21:47

# ความคิดเห็นที่ : 21

พิธีวางศิลาฤกษ์พระอุโบสถวัดขุนอินทประมูล

ดร.เถลิง เหล่าจินดา เข้าพิธีวางศิลาฤกษ์พร้อมกับสมเด็จพระพุทธาจารย์(เกี่ยว อุปเสโน)ประธานคณะผู้ปฏิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราชพร้อมด้วยคุณศุทธนะ ธีวีระปัญญาผู้ว่าราชการจังหวัดอ่างทอง

งบประมาณในการสร้างโบสถ์หลังแรก 60ล้านบาท ซึ่งได้มี ดร.เถลิง เหล่าจินดาท่านนี้ได้มีจิตศรัทธามอบเงินบริจาคเป็นทุนอุปถัมภ์เริ่มแรกจำนวนเงินรวม 20ล้านบาท

 

Author: Maruay , Posted: 2009-01-08 22:02

# ความคิดเห็นที่ : 22

สมเด็จพระพุทธาจารย์(เกี่ยว อุปเสโน)ประธานคณะผู้ปฏิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราช กับ พระครูวิเศษชัยวัฒน์ เจ้าอาวาสวัดชัยมงคลและ รักาษาการณ์เจ้าอาวาสวัดขุนอินทประมูล

Author: Maruay , Posted: 2009-01-16 18:23

# ความคิดเห็นที่ : 23

หนังสือพระสมเด็จกรุขุนอินทประมูลเล่ม2 วางที่ร้านหนังสือชั้นนำแล้วครับเช่น ร้านซีเอ็ดบุ๊คทุกสาขา, ร้านหนังสือนายอินทร์ ,ร้านหนังสือติ๋มท่าพระจันทร์และ เคลือข่ายร้านหนังสือแถบลุ่มแม่น้ำโขง

Author: Maruay , Posted: 2009-01-26 01:29

# ความคิดเห็นที่ : 24

ภาพถ่ายอาจารย์รังสรรค์ ต่อสุวรรณ ซึ่งถ่ายร่วมกันในวันที่ทีมงานได้เข้าไปปรึกษาและขอความรู้จากท่านครับ

Author: Maruay , Posted: 2009-02-05 10:26

Page : 1 of 2
 1  2  Next >>

แสดงความคิดเห็น

แสดงความคิดเห็น

*ขนาดของภาพไม่เกิน 150 K (ใช้ได้เฉพาะภาพที่มีนามสกุล JPG,GIF)