พระเครื่อง krusiam.com : Tel 0-2880-7770, 081-6480676, Fax 0-2433-0996

ติดต่อเรา | Site map

พระเครื่อง กรุสยามดอทคอม

ของเก่า ของสะสม | พระกรุ | พระเกจิ | หลวงพ่อทวด | พระโบราณ | พระใหม่ | เครื่องรางของขลัง | พระเนื้อไม้ | พระเนื้อดิน | พระเนื้อผง | พระบูชา
ภาคเหนือ | ภาคกลาง | ภาคอีสาน | ภาคใต้| บางลำภู | ท่าพระจันทร์ | มณเฑียร | แกลลอเรีย | พาต้าปิ่นเกล้า | พญาไม้ | สนามพระย่อย | ศูนย์พระทั่วไป | ผู้ค้าอิสระ

ประมูลพระเครื่อง : พระบูชา, พระกริ่ง-รูปหล่อ, เหรียญปั๊ม-เหรียญหล่อ, เนื้อดิน, เนื้อชิน, เนื้อผง-ว่าน, พระปิดตา, พระสมเด็จ, จตุคามรามเทพ, เครื่องรางของขลัง

ข่าววงการพระเครื่อง

Share

ศิลปะชวา

Webmaster

 สมาชิก GOLD-CLUB

คะแนน: MAX P.

ตั้ง : 136 259 : ตอบ

 
 

สำหรับงานประติมากรรมฝีมือของ “ช่างชาวชวา” ยังมีการค้นพบงานประติมากรรม “สัมฤทธิ์ขนาดเล็ก” แต่ลักษณะงานศิลปกรรมที่ปรากฏออกมาจะพบว่ามีอิทธิพล “ศิลปะแบบปาละของอินเดีย” ปรากฏอยู่มากมาย ดังเช่น ประติมากรรมรูป “พระมัญชุศรีโพธิสัตว์” ที่ทำด้วย “สัมฤทธิ์เงิน” จากเมือง “เซมารัง” และ “พระศรี” หรือ “พระลักษมี” (อวตารเป็นพระแม่โพสพ) มีพระนามเรียกขานว่า “พระธัญญลักษมี” ทรงอวตารมาช่วยเหลือ “มนุษยชาติ” ที่อดอยากและทรงเป็นเทพเจ้าแห่ง “ความอุดมสมบูรณ์” ที่คนไทยเรารู้จักกันดีในนามของ “พระแม่โพสพ” และ “นางศยามตารา” หรือ  “พระนางตาราดำ” หรือ “เขียว” ซึ่งเป็นสีพระวรกายของพระนางโดยในคติ “พระพุทธศาสนานิกายมหายาน” พระนางคือ “พระชายา” (ศักติ) ของ “พระอวโลกิเตศวร โพธิสัตว์” พร้อม “ท้าวกุเวร” ซึ่งก็คือ “เทพเจ้าแห่งความร่ำรวยมั่งคั่งอุดมสมบูรณ์” พระวรกายอวบอ้วนพุงพลุ้ยพระหัตถ์ขวาทรงถือ “ผลมะนาว” พระหัตถ์ซ้ายถือ     “พังพอนปากคาบเพชรพลอย” ท่านั่งเรียกว่า “ลลิตาสนะ” คือห้อยพระบาทขวาลงใต้พระบาทมีถุงเงินที่มีเงินมากมายมหาศาลไหลออกมา ซึ่งมีการนำมาสร้างเป็น “รูปเคารพ” เป็นที่นิยมแพร่หลายในประเทศไทยอยู่ระยะหนึ่งนอกจากนี้ก็ยังมี “พระกามเทพ” ซึ่งเป็นชายหนุ่มรูปงามและเทพเจ้าในคตินิยมของ “ศาสนาฮินดู”
 
นอกจากนี้ยังมีการค้นพบงานประติมากรรมสัมฤทธิ์ขนาดเล็กจำนวนมากมายถึง ๙๐ ชิ้นที่ “ตำบลงันท์ ชุก” ใกล้กับ “เมืองเกทิริ” หรือ “เมืองดาหา” ในภาคตะวันออกของ “เกาะชวา” เป็นงานศิลปะที่แสดงถึงอิทธิพลของ “ศิลปะอินเดียแบบปาละ” จากมหาวิทยาลัยนาลันทาเช่นเดียวกันโดยสันนิษฐานว่ามีอายุการสร้างอยู่ในราวระหว่าง “พุทธศตวรรษที่ ๑๔-๑๕” ผู้ที่ศึกษา “ศิลปะเนปาล” และ “ศิลปะทิเบต” จะเห็นถึงความเหมือนกัน   ระหว่างศิลปะชวาในยุคพุทธศตวรรษที่ ๑๔-๑๕ ซึ่งถือว่าได้รับอิทธิพลมาจากครูช่างสกุลเดียวกัน ซึ่งก็คือ “ศิลปะอินเดียแบบปาละ” จากมหาวิทยาลัยนาลันทาจนแทบจะกลายเป็นศิลปะที่สร้างจาก “แหล่งเดียวกัน” ทั้งนี้แสดงให้เห็นถึงอัจฉริยภาพของ “ครูช่าง” ที่สามารถถ่ายทอดงานศิลปะออกมาได้เหมือนกันแม้ว่า “ดินแดน” จะอยู่ห่างไกลกันโพ้นทะเลนับตั้งแต่ “หลังคาโลก, เชิงผาหิมาลัย” ไปจนถึงดินแดน “หมู่เกาะทางทะเลใต้”
 
งานประติมากรรมสัมฤทธิ์ที่ค้นพบที่ “ตำบลงันท์ ชุก” ดังกล่าวนี้แสดงถึง “วัชรธาตุมณฑล” ซึ่งก็คือ “พุทธปรัชญา” ตามพระพุทธศาสนานิกายมหายานกล่าวคือมีประติมากรรมรูป “พระอาทิพุทธเจ้า” ที่เป็นพระพุทธเจ้าสูงสุดตามคติพระพุทธศาสนานิกายมหายานที่ปริมาณกาย (แบ่งภาค) ออกมาในรูปลักษณ์ของ “พระมัญชุศรีโพธิสััตว์ ๔ พระพักตร์” และยังปริมาณกาย (แบ่งภาค) ออกมาเป็น “พระธยานิพุทธเจ้า” อีก ๔ พระองค์ คือ “พระอมิตาภะธยานิพุทธเจ้า, พระโมฆะสิทธิธยานิพุทธเจ้า, พระรัตนสัมภวะนิพุทธเจ้า, พระอักโษภยะธยานิพุทธเจ้า” จากนั้นยังปริมาณกาย (แบ่งภาค) ออกเป็น “พระวัชรโพธิสัตว์บริวาร” อีก ๔ พระองค์ ล้อมรอบ (เป็นบริวาร) พระธยานิพุทธเจ้าทั้ง ๔ พระองค์ดังกล่าวพร้อมแวดล้อมด้วย “นางตรา” (ศักติหรือชายาของพระโพธิสัตว์) อีกมากมายล้วนแล้วแต่การปริมาณกายของ “พระอาทิพุทธเจ้า” ด้วยกันทั้งสิ้น ส่วน “พระวัชระโพธิสัตว์” มีพระนามว่า “พระวัชระตีกษณะ” ทรงถือ “พระขรรค์” และ “พระคัมภีร์” ที่มีส่วนละม้ายคล้ายกับ “พระมัญชุศรีโพธิสัตว์” ส่วน “นาง   ตารา” ก็มีนางตาราที่เกี่ยวกับเครื่องบูชาชื่อว่า “นางธูป ตารา” นางตาราที่เกี่ยวกับดอกไม้มีชื่อว่า “นางบุปตารา” โดยนางตาราทั้งสองจะอยู่ที่มุมของมณฑลรูปสี่เหลี่ยมจตุรัสโดยมี   “พระโพธิสัตว์” องค์อื่น ๆ อยู่ภายในอิริยาบถและอากัปกิริยาต่าง ๆ นอกจากนี้ก็ยังมีนางตาราที่เกี่ยวกับดนตรีมีชื่อว่า “นางคีตตารา” การฟ้อนรำมีชื่อว่า “นางนาฏตารา” เกี่ยวกับบทเพลงก็มีชื่อว่า “นางกาพย์ตารา” เป็นต้นอีกทั้งงานประติมากรรมบางชิ้นที่เป็นรูปของบุคคลสำคัญอย่าง “พระอาทิพุทธเจ้า, พระธยานิพุทธเจ้า, พระโพธิสัตว์” ก็จะมีการใช้ “ทองคำ” ประดับเป็นอุณาโลมบ้างเช่นที่ “ริมฝีปากบนริมฝีปากล่าง” นอกจากนี้มหาเทพ     “องค์สำคัญ” ตามคติศาสนาฮินดูอย่างเช่น “พระศิวะ, พระวิษณุ” ก็มักจะใช้ทองคำประดับประดา (ในลักษณะผัง) เช่นเดียวกับพระพุทธเจ้าและพระโพธิสัตว์ของมหายาน
 
นอกจากงานสถาปัตยกรรมและงานประติมา กรรมของ “ชวาภาคกลาง” ตามที่ได้กล่าวมาโดยละเอียดและพิสดารแล้วยังมี “ศิลปกรรม” ของชาวชวาภาคกลางที่เรียกว่างาน “วิจิตรศิลป์” และงาน “ประณีตศิลป์” ที่ส่วนใหญ่แล้วจะเป็นเครื่องใช้ในการ “ประกอบพิธี” ในศาสนาของมหายานโดยส่วนใหญ่ทำด้วยสัมฤทธิ์ เช่น “กระดิ่งด้ามเป็นวัชระ ถาดสัมฤทธิ์สำหรับวางกระดิ่ง, ภาชนะเผากำยาน, คนโทน้ำ” ฯลฯ สำหรับถาดสัมฤทธิ์จะสลักลวดลาย “แจกันปักดอกบัว” (ปูรณฆฏะ) ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของ      “ความสมบูรณ์มั่งคั่ง” ทางด้านกระดิ่งจะมีรูปร่างต่างกันมีด้ามเป็น “ยอดวัชระ ๕ ยอด” มีกลีบบัวคว่ำบัวหงายรองรับถัดลงมามี “เศียรพระอาทิพุทธเจ้า” อวตารเป็น “พระบัญชุศรี” รองรับด้วยกลีบบัวคว่ำบัวหงายอีกชั้นหนึ่งแล้วจึงถึงตัวกระดิ่งซึ่งมีรูปลักษณะเหมือน “ระฆังใบเล็ก” ที่ย่อลงมาตัวกระดิ่งประดับลวดลายเครื่องหมายแสดงถึง “พระธยานิพุทธเจ้า ๔ พระองค์” และมีลายบัวคว่ำบัวหงายหรือวัชระนอนประดับประกอบอยู่ด้วย ซึ่งลักษณะของกระดิ่งนี้มีความละม้ายคล้ายคลึงกับ “ศิลปะทิเบต, เนปาล” และ “ลพบุรี” เป็นอย่างมาก ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าเป็น “ศิลปะ” ที่ได้รับการถ่ายทอดจาก “ครูช่างสกุลเดียวกัน”    (อ่านต่อฉบับหน้า)

“อดิศศวร”

ที่มาจากหนังสือพิมพ์ :

แก้ไขกระทู้ แสดงความคิดเห็นกลับข้างบนลงด้านล่าง

แสดงความคิดเห็น

แสดงความคิดเห็น

โพสไอคอน :

*ขนาดของภาพไม่เกิน 150 K (ใช้ได้เฉพาะภาพที่มีนามสกุล JPG,GIF)

*ขนาดของภาพไม่เกิน 150 K (ใช้ได้เฉพาะภาพที่มีนามสกุล JPG,GIF)