พระเครื่อง krusiam.com : Tel 0-2880-7770, 081-6480676, Fax 0-2433-0996

ติดต่อเรา | Site map

พระเครื่อง กรุสยามดอทคอม

ของเก่า ของสะสม | พระกรุ | พระเกจิ | หลวงพ่อทวด | พระโบราณ | พระใหม่ | เครื่องรางของขลัง | พระเนื้อไม้ | พระเนื้อดิน | พระเนื้อผง | พระบูชา
ภาคเหนือ | ภาคกลาง | ภาคอีสาน | ภาคใต้| บางลำภู | ท่าพระจันทร์ | มณเฑียร | แกลลอเรีย | พาต้าปิ่นเกล้า | พญาไม้ | สนามพระย่อย | ศูนย์พระทั่วไป | ผู้ค้าอิสระ

ประมูลพระเครื่อง : พระบูชา, พระกริ่ง-รูปหล่อ, เหรียญปั๊ม-เหรียญหล่อ, เนื้อดิน, เนื้อชิน, เนื้อผง-ว่าน, พระปิดตา, พระสมเด็จ, จตุคามรามเทพ, เครื่องรางของขลัง

กระดานสนทนา : ปฏิบัติธรรม

Share

เป็นคนไม่นับถือศาสนา ไม่มีศรัทธา ผิดมั้ย??

พ่อเรา = พุทธ
แม่เรา = คริสต์
แฟนเรา = พุทธ

ตอนนี้เราอายุ 19 กำลังเรียนมหาลัย ขึ้นปี3

เราเคยไปทั้งวัด ทั้งโบสถ์ เรียนในโรงเรียนที่เป็นพุทธ
สวดมนต์ยาวทุกอาทิตย์ ท่องพาหุงได้ ในขณะเดียวกัน
แม่เราก็เป็นคริสต์และพาเราไปโบสถ์บ่อยๆ เหมือนกัน
เราจึงกล้าพูดว่าเราได้สัมผัสทั้ง 2 ศาสนาอย่างค่อนข้างดี

แต่เรารู้สึกว่าสิ่งเดียวที่เราไม่มีนั่นคือความเชื่อถือศรัทธา
เราไม่เคยคิดว่าศาสนาเหล่านี้จะช่วยกล่อมเกลาจิตใจ
และเป็นที่พึ่งให้เราได้เลยในยามที่เราไม่สบายใจ

เรามีความเห็นขัดแย้งกับคำสอนของศาสนาพุทธ (บ้าง)
และก็ไม่ชอบวิถีของการเป็นคริสเตียน (โปรแตสแตนท์)
เนื่องจากนิกายนี้จะมีความรักให้กันค่อนข้างมาก เอาใจใส่
กันค่อนข้างมาก และนี่เองที่ทำให้เราอึดอัด ไม่มีชีวิตส่วน
ตัว... เพื่อนในโบสถ์จะพยายามโทรมาชวนเราไปโบสถ์
พยายามชวนคุยเรื่องพระคริสต์ พี่ในโบสถ์ก็พยายามให้
เราอ่านพระคัมภีร์ ซึ่งจริงๆ แล้วเราอยากอ่าน แต่พออ่าน
แล้วก็รู้สึกขัดแย้งอีกน่ะแหละ

เอาเป็นว่า เรามีความคิดแปลกๆ ซึ่งก็คือ นับถือตัวเอง

เราไม่อยากคร่ำเคร่งกับการไปโบสถ์ทุกวันอาทิตย์
ทั้งๆ ที่วันรุ่งขึ้นจะสอบ แต่ก็ต้องไปโบสถ์จนอ่านหนังสือ
ไม่ต่อเนื่อง คือเราไม่คิดหรอกว่าพระเจ้าหรือพระเยซูที่
ไหนจะมาช่วยเราให้สอบได้ ถ้าเราไม่อ่านเอง

เรื่องการไปเวียนเทียน ทำบุญตักบาตร สวดมนต์ก่อนนอน
เราก็ไม่คิดว่าจะทำให้สบายใจขึ้นเลย เราเคยทำนะ แต่ไป
กะแฟนน่ะ เราทำได้ เพราะเราเปิดใจให้กับทุกศาสนา เรา
ไปทั้งโบสถ์ ไปทั้งวัด แต่เราก็ยังไม่เจอซะที

เราคิดว่าตัวเองแปลกนะ แต่เราไม่ต้องการให้ศาสนาใดมา
มีอิทธิพลเหนือตัวเราเองน่ะ มีใครเป็นแบบนี้บ้างมั้ย และ
เราก็สามารถผ่านเรื่องร้ายๆ ต่างๆ ไปได้ โดยที่ไม่ต้อง
อาศัยศาสนาใดๆ เลยแม้แต่นิด มีแค่ตัวเราเองเนี่ยแหละ

อิสลามไม่ต้องพูดถึง เราชอบกินหมูมาก



ป.ล. เราเคยค้นหาถึงขนาดไปนั่งดูพวกศาสนาแปลกๆ
ลัทธิแปลกๆ ของต่างประเทศ แต่ก็ยังไม่เห็นมีอันไหน
ที่โดนใจเลย

ป.ล.2 ตอนนี้กำลังคิดหนักทุกครั้ง เมื่อกรอกแบบฟอร์ม
ที่ถามว่านับถือศาสนาอะไร หลังๆ มานี้เลยเว้นว่างตลอด
มีเพื่อนๆ คนไหนไม่มีศาสนาอย่างเราบ้าง???

อืม ขยายความอีกนิดนะ
ที่เราไม่สบายใจ และไม่ชอบเวลาตักบาตรเนี่ย
คือเราคิดว่า ถ้าเรามาตักบาตร คนอื่นก็ต้องมาเหมือนกัน
แล้วพระทั้งวัดมีจำนวนเท่าไหร่ ต่างคนต่างบิณฑบาต
อาหารจะเหลือมากแค่ไหน โดยเฉพาะในช่วงเทศกาล
เหลือให้เด็กวัด เหลือให้หมาวัด เหลือจนไม่รู้จะให้ใครกิน
ก็ต้องทิ้ง... แล้วไง???

พอคิดอย่างนี้ ก็ไม่เคยสบายใจเลยเวลาตักบาตร
แม้กระทั่งการทำบุญในวัดก็ตาม พอคิดว่า เงินนี่จะได้
ทำประโยชน์จริงๆ ซักกี่มากน้อย ก็ไม่สบายใจอีกนะแหละ

ศาสนาคริสต์ก็เหมือนกัน
การบริจาคสิบลด เป็นการกระทำที่อยากประณามจัง
แต่มันก็ความเชื่อเค้าแหละเนอะ
แต่ดูมันเป็นการค้ามากเกินไปอ่ะ ให้บริจาค 10%
เราเห็นนักศึกษารามฯ ที่โบสถ์บางคน ก็ไม่ได้ร่ำรวย
แต่ก็ต้องบริจาคเงิน เห็นแล้วสงสารยังไงก็ไม่รู้
ไม่แน่ใจว่าตกลงมาโบสถ์แล้ว สุข หรือ ทุกข์???
แต่เค้าก็เต็มใจบริจาคนะ แม่เราก็บริจาคเหมือนกัน
ทำไมเราถึงมองไม่เห็นแบบที่พวกเค้าเห็นกันนะ

จะด่าเราก็เชิญเลย มันเป็นความคิดของเราจิงๆ
สรุปคือ เราว่ามันงมงายทั้งนั้นน่ะ

แก้ไขกระทู้ แสดงความคิดเห็นกลับข้างบนลงด้านล่าง

# ความคิดเห็นที่ : 1

เรามีสิทธ์เลือกครับ ใครจะนับถืออะไรไม่มีใครว่า ผีแถนยังมีคนนับถือเลย อย่าไปสนใจใครว่าอะไร คุณดูแลตัวเองได้ไม่ต้องพึ่งใคร จบมาหางานทำ เลี้ยงดูตัวเองได้ มีเงินมีทองชีวิตไม่มีปัญหา ศาสนาไม่ต้องไปสน แต่ถ้าชีวิตเกิดบัดซบล่ะ ใครจะแก้ปัญหาให้คุณ หรือเวลาคุณตายจะทำพิธีแบบไหน หรือเอาแบบเมื่อก่อนคือ ทิ้งไว้ให้แร้งกิน ก็ดีครับ อ้อมีอีกอย่าง ถ้าพลาดทำชั่วแล้วตกนรก มันยากที่จะขึ้นมานะครับ

แก้ไขกระทู้ แสดงความคิดเห็นกลับข้างบนลงด้านล่าง

# ความคิดเห็นที่ : 2

ในความเป็นจริงทุกคนมีศาสนาครับ แต่ที่เราเข้าใจว่า เราไม่มีศาสนา เพราะเราไปเข้าใจว่า ศาสนา คือ พิธีกรรมต่างๆ ที่จัดขึ้น สิ่งนั้นเป็นเพียงเปลือกของศาสนาครับ แต่จะศึกษาศาสนาที่แท้จริงต้องศึกษาจากแก่นแท้ครับ ทีนี้ลองย้อนกลับไป ที่บอกว่า ทุกคนมีศาสนา พูดมั่วๆ อย่างนี้ได้อย่างไร ขอตอบว่า ไม่ได้พูดมั่วครับ ทุกคนมีศาสนาจริงๆ

คุณลองนึกดูสิครับว่า เราอ่านหนังสือไปเพื่ออะไร ก็เพื่อให้สอบได้ เพราะถ้าสอบไม่ได้ก็จะเป็นทุกข์ และศิลปะที่คุณใช้แก้ปัญหาความทุกข์ที่อาจจะเกิดขึ้น คือ ขยันอ่านหนังสือ

ดังนั้น คุณมีศิลปะการแก้ทุกข์ ข้อแรก คือ ความขยัน นั่นเอง ต่อมา คุณรู้สึกว่า การไปโบสถ์ ผู้คนเยอะแยะ คอยถามข่าวคราวกันไปกันมา รู้สึกทุกข์อีกแล้ว ทุกข์คือ ความไม่สงบ คุณจึงมีศิลปะการแก้ทุกข์ คือ ไม่ไปโบสถ์ อยู่กับบ้าน ก็จะสงบได้

เห็นมั้ยครับ ตอนนี้คุณมี ศิลปะการแก้ทุกข์ สองเรื่องแล้ว คือ ขยัน ความสงบ ลองไปนึกต่อสิครับ ว่าคุณมีศีลปะการแก้ทุกข์อย่างอื่นอีกไหม ถ้ามี นั่นคือ ศิลปะการแก้ทุกข์ของคุณ ที่นี่ถ้าเพื่อนมีความทุกข์บ้าง คุณเคยแนะนำให้เขาแก้ปัญหาด้วยวิธีการแบบของคุณมั้ยครับ ถ้าเคย นั่นแหละครับ ศาสนาเกิดขึ้นแล้ว

ใช่แล้วครับ ศาสนา (ส่วนที่เป็นแก่นแท้) ก็คือ ศิลปะการแก้ทุกข์นั่นเอง แต่ถ้าเป็นศิลปะการแก้ทุกข์ของเราเพียงคนเดียว ศาสนาก็ไม่เกิดขึ้น ทีนี้คุณลองมาย้อนนึกดู ตอน 2500 กว่าปีที่แล้ว ยังไม่มีศาสนาพุทธ ทีนี้เจ้าชายสิทธัตถะเห็นว่า ชีวิตทุกคนมีทุกข์ อยากได้โน่น อยากได้นี่ ตลอด พอไม่ได้ก็เป็นทุกข์ พอได้มาแล้วนึกว่าจะหาย กลับทุกข์เหมือนเดิม เพราะไม่พอ อยากได้อย่างอื่นต่อไป พระองค์ จึงออกบวช หาทางพ้นทุกข์
ในที่สุดพระองค์ก็ค้นพบศิลปะการแก้ทุกข์ ของพระองค์คนเดียว คือ อริยสัจ 4 ความจริง 4 ประการ ว่า
1. ทุกคนมีความทุกข์
2. สาเหตุที่แท้จริงของความทุกข์ คือ ความไม่รู้จริงของชีวิต ทำให้เกิดความอยาก
3. ความดับทุกข์
4. หนทางดับทุกข์ ดับอยากได้ ก็หมดทุกข์ ดับได้แล้ว ก็สุขตลอดไป ไม่มีทุกข์อีกเลย
เห็นมั้ยครับ ตอนแรก เป็นศิลปะการแก้ทุกข์ของพระองค์คนเดียว พอพระองค์ลงมือสอน อ้าวดีนี่ คนอื่นลองปฏิบัติตาม ได้ผลนี่ แก้ทุกข์ได้ พระธรรม พระสงฆ์ เกิดขึ้น พอบอกต่อๆ กันไป ทำตามกันไป อ้าวดีนี่ ได้รับความนิยม ศาสนาพุทธ จึงเกิดขึ้นมา

คุณพอจะเข้าใจศาสนาพุทธขึ้นมาบ้างหรือยังครับ การศึกษาศาสนานั้น ต้องแล้วแต่ความชอบ คนส่วนใหญ่ทั่วไปเป็นประเภทศรัทธาจริต ขึ้นเริ่มจากศรัทธา ดังนั้น ก็ต้องเริ่มจากพิธีกรรมต่างๆ ก่อน พอเขาศรัทธา เขาก็จะมาศึกษาและลองปฏิบัติ
แต่สำหรับคุณซึ่งถือว่า มีปัญญา เขาจัดว่าเป็นพุทธิจริต คนเหล่านี้ ต้องให้ศึกษาจากแก่นแท้ศาสนาในตำราก่อน แล้วเขาก็จะเริ่มศรัทธา เข้าใจเองว่า ศึกษาและปฏิบัติศาสนาไปทำไม ก็เพื่อแก้ทุกข์ในใจเรา เราใส่บาตร ให้ทานไปทำไม อ๋อ เพื่อ ลดความโลภ กิเลสตัวหนึ่งในใจเรา เพราะตื่นเช้าขึ้นมา ทุกคนก็คิดแล้วว่า วันนี้เราจะเอาอะไร กิเลสสายโลภ ขยายตัว แต่ถ้าเริ่มให้ทาน ตื่นเช้าขึ้นมา จะฝึกคิดว่า วันนี้เราจะให้อะไร
เป็นต้น ยังมีมากกว่านี้อีกนะครับ ผมก็อธิบายได้พื้นๆ เท่านั้นครับ

ถ้าจะศึกษา อยากให้คุณเริ่มจากหนังสือ "ทางนฤพาน" ของคุณดังตฤน เขียนได้ดีมาก และ "ธรรมธารา" ของ ธรรมโฆษก์ ทั้งสองเล่ม เป็นหนังสือนวนิยาย เชิง พระพุทธศาสนา เหมาะสำหรับคนใหม่ อ่านแล้ว จะรู้ได้เองว่า เราทุกคนมีศาสนาแน่ แต่ศาสนา(ศิลปะการแก้ทุกข์) ของเราเองยังไม่สมบูรณ์ แล้วศาสนาไหนสมบูรณ์ เราจะรู้และลงมือปฏิบัติได้ด้วยตัวเราเองเลยล่ะครับ

จาก
เกียรติ

แก้ไขกระทู้ แสดงความคิดเห็นกลับข้างบนลงด้านล่าง

# ความคิดเห็นที่ : 3

ปัจเจกบุคคล หายาก นับถือๆ

แก้ไขกระทู้ แสดงความคิดเห็นกลับข้างบนลงด้านล่าง

# ความคิดเห็นที่ : 4

ขอบคุณครับ ได้ดี เพราะมีครูดีครับ (คือ พระผู้ปฏิบัติดี ปฏิบัติชอบ)

แก้ไขกระทู้ แสดงความคิดเห็นกลับข้างบนลงด้านล่าง

# ความคิดเห็นที่ : 5

อัตตาหิ อัตตโน นาโถ ครับ
ผมเคยคิดอย่างคุณว๊ะแต่มาคิดอีกทีไม่รู้ไม่เห็นอะไรเลยจะเป็นคนไปได้ยังไง
สัตว์โลกมันยังฝึกตัวเองจนมีปัญญา มีทั้งปัญญาดี มีทั้งปัญญาชั่ว และตัวของกูล๊ะคนหรือปล่าว
เท่านี้ก็กระดิกหูได้แล้วขอรับ
สะใจพอหรือยัง
สวัสดี
ขอให้เจริญในธรรมยิ่งๆขึ้นไป
จาก มา นุษ โส

แก้ไขกระทู้ แสดงความคิดเห็นกลับข้างบนลงด้านล่าง

# ความคิดเห็นที่ : 6

mc

 สมาชิก GOLD-CLUB

คะแนน: 1,000 P.

ตั้ง : 0 0 : ตอบ

ไม่ผิดครับ เราจะไม่นับถือศาสนาอะไรก็ได้ตลอดชีวิตนี้
เพียงแต่ ให้คุณเคารพ( ไม่ใช่นับถือ)วัฒนธรรมและประเพณีในท้องถิ่นนั้นๆ ที่คุณอยู่
และไม่สร้างปัญหาให้กับสังคมนั้นๆ คุณก็อยู่อย่างมีความสุขได้ครับ


ki3333

แก้ไขกระทู้ แสดงความคิดเห็นกลับข้างบนลงด้านล่าง

# ความคิดเห็นที่ : 7

คนผ่านมา

 สมาชิก GOLD-CLUB

คะแนน: 1,000 P.

ตั้ง : 0 0 : ตอบ

เรื่องสิบเปอร์เซ็นต์ของคริสเตียน ก็เคยมีคนเขียนต่อต้านไว้เหมือนกันครับ แล้วอ้างคำภีร์ Bible ของชาวคริสต์ ที่ขัดแย้งออกมาด้วย
้http://www.geocities.com/my_theology/x-doc.pdf
ผมคิดว่าคนนับถือศาสนาคริสต์ก็คงจะไม่ได้โง่ทุกๆ คนแหละครับ แต่ทว่าละครับ ในสังคมมันก็มีทั้งคนโง่และคนฉลาด คนโง่ย่อมเป็นเหยื่อคนฉลาด บางคนพอหลอกลวงผู้ใหญ่ไม่ได้ ก็หันไปหลอกลวงเด็กแทน
ถ้า อ. รักเด็กๆ อ. ก็ลองถามชาวคริสต์เกี่ยวกับแนวคิดที่ขัดแย้งแล้วเอาไปให้เด็กอ่านสิครับ เด็กจะได้รู้จักพิจารณาแยกแยะได้มากขึ้น

แก้ไขกระทู้ แสดงความคิดเห็นกลับข้างบนลงด้านล่าง

# ความคิดเห็นที่ : 8

ผ่านมา

 สมาชิก GOLD-CLUB

คะแนน: 3,000 P.

ตั้ง : 100 6 : ตอบ

http://www.geocities.com/my_theology/x-doc.pdf

แก้ไขกระทู้ แสดงความคิดเห็นกลับข้างบนลงด้านล่าง

# ความคิดเห็นที่ : 9

lith01

 สมาชิก GOLD-CLUB

คะแนน: MAX P.

ตั้ง : 700 2971 : ตอบ

คุณเกียรติตอบได้ดีมากครับ นับถือ
แก้ไขเมื่อ : 18/9/2550 22:43:09


ขอแก้ไขรายละเอียด

แก้ไขกระทู้ แสดงความคิดเห็นกลับข้างบนลงด้านล่าง

# ความคิดเห็นที่ : 10

oakes

 สมาชิก GOLD-CLUB

คะแนน: 2,510 P.

ตั้ง : 119 109 : ตอบ

คุณยังไม่เข้าถึงแก่นของศาสนาเลยสักศาสนา ผมอยากให้คุณไปศึกษาดูใหม่เริ่มจากพุทธศาสนาก่อนก็ได้นะครับ ถ้าแก่นของพุทธศาสนาเนี๊ยะ ขึ้นอยู่กับการปฏิบัติครับ เช่นปฏิบัติ วิปัสสนากรรมฐาน เป็นต้น
ส่วนกระพี้ คือการใส่บาตร บริจาคทาน ฯลฯ เพราะสิ่งเหล่านี้ที่ทำแล้วจะเกิดกิเลสยังวนเวียนอยู่ในวัฏฎสงสาร
ไม่สามารถลดละกิเลสลงได้เลย....
...สุดท้ายหวังเป็นอย่างยิ่งว่า ความเป็นมิจฉาทิฐฏิของคุณคงจะลดลงได้บ้างนะครับ
หากปล่อยให้โมหะ ครอบงำ สุดท้ายทางเดินของคุณคือ ทุกขติอย่างเดียวนะครับลงอบายภูมิ สี่ แน่นอน
หากได้ขึ้นสวรรค์ อินทรีย์จะไม่ผ่องใส ทิพย์สมบัติจะเศร้าหมอง....

แก้ไขกระทู้ แสดงความคิดเห็นกลับข้างบนลงด้านล่าง

# ความคิดเห็นที่ : 11

อยุ่ที่ใจครับ

แก้ไขกระทู้ แสดงความคิดเห็นกลับข้างบนลงด้านล่าง

# ความคิดเห็นที่ : 12

ผมก็คิดเหมือนกันครับผมว่าก็คิดเหมือนกันว่าศาสนาไม่มีความจำเป็นสำหรับคน (ความเชื่อส่วนตัวนะ) เราควรเชื่อตัวเองก่อน อย่างเราจะสอบเราก็ต้องขยันอ่านหนังสือ เอาเอง มัวแต่อ้อนวอนพระเจ้าพระเจ้าที่ไหนก็ช่วยเราไม่ได้หรอก

แก้ไขกระทู้ แสดงความคิดเห็นกลับข้างบนลงด้านล่าง

# ความคิดเห็นที่ : 13

พงษ์จตุคาม

 สมาชิก GOLD-CLUB

คะแนน: MAX P.

ตั้ง : 100 24 : ตอบ

พระพุทธเจ้าได้บอกตรัสไว้ว่า ศาสนาพุทธที่พระองค์ท่านได้สอนนั้น เมื่อพวกเราได้ฟังแล้วอย่าเพิ่งเชื่อให้นำมาลองปฎิบัติก่อนถ้าดีแล้วจริงเชื่อท่านไม่ให้เชื่อแบบไม่มีเหตุผล ถูกแล้วครับที่คุณมีความคิดที่ว่าตัวเราสำคัญที่สุดไม่ทุกอย่างผ่านไปได้ด้วยตัวเรา ธรรมะ คือ ธรรมชาติ อะไรที่เป็นธรรมชาติ คือ ธรรมะ ดังนั้นการที่คุณจะเป็นคนมีศาสนาหรือไม่ไม่สำคัญครับ แต่ว่าให้การทำของคุณนั้นทำแล้วรู้สึกเย็น คำว่าเย็นคุณลองเอาไปคิดดูแล้วกันครับว่ามันมีความหมายอะไร เพราะคุณใช้ตัวเองเป็นศูนย์กลางน่าจะคิดได้ แต่ผมว่าศาสนาพุทธนั้นเป็นอะไรที่สุดยอดแล้วครับ ที่ทำให้เรา รู้ตัวเอง จิตตัวเอง อารมณ์ตัวเอง คุณลองศึกษาดูแบบลึกซึ้งครับ ว่าเป็นไงแล้วคุยกันใหม่นะครับผม ยินดีที่ได้รู้จัก

แก้ไขกระทู้ แสดงความคิดเห็นกลับข้างบนลงด้านล่าง

# ความคิดเห็นที่ : 14

red131313

 สมาชิก GOLD-CLUB

คะแนน: MAX P.

ตั้ง : 275 2677 : ตอบ

แก้ไขกระทู้ แสดงความคิดเห็นกลับข้างบนลงด้านล่าง

# ความคิดเห็นที่ : 15

newadawin

คะแนน: MAX P.

ตั้ง : 370 17786 : ตอบ

แก้ไขกระทู้ แสดงความคิดเห็นกลับข้างบนลงด้านล่าง

แสดงความคิดเห็น

แสดงความคิดเห็น

โพสไอคอน :

*ขนาดของภาพไม่เกิน 150 K (ใช้ได้เฉพาะภาพที่มีนามสกุล JPG,GIF)

*ขนาดของภาพไม่เกิน 150 K (ใช้ได้เฉพาะภาพที่มีนามสกุล JPG,GIF)