พระเครื่อง krusiam.com : Tel 0-2880-7770, 081-6480676, Fax 0-2433-0996

ติดต่อเรา | Site map

พระเครื่อง กรุสยามดอทคอม

ของเก่า ของสะสม | พระกรุ | พระเกจิ | หลวงพ่อทวด | พระโบราณ | พระใหม่ | เครื่องรางของขลัง | พระเนื้อไม้ | พระเนื้อดิน | พระเนื้อผง | พระบูชา
ภาคเหนือ | ภาคกลาง | ภาคอีสาน | ภาคใต้| บางลำภู | ท่าพระจันทร์ | มณเฑียร | แกลลอเรีย | พาต้าปิ่นเกล้า | พญาไม้ | สนามพระย่อย | ศูนย์พระทั่วไป | ผู้ค้าอิสระ

ประมูลพระเครื่อง : พระบูชา, พระกริ่ง-รูปหล่อ, เหรียญปั๊ม-เหรียญหล่อ, เนื้อดิน, เนื้อชิน, เนื้อผง-ว่าน, พระปิดตา, พระสมเด็จ, จตุคามรามเทพ, เครื่องรางของขลัง

กระดานสนทนา : สภากาแฟ

Share

พ่อเลี้ยงหนานแก้ว (ประสบการณ์ การย่างลูกกรอก)

ฌาณรวีร์

 สมาชิก GOLD-CLUB

คะแนน: MAX P.

ตั้ง : 188 2129 : ตอบ

โหวตกระทู้

Vote :

วันนี้วันลอยกระทง ขอทักทายเพื่อนๆและน้องๆด้วยบทความเรื่องเก่าๆในวัยเด็กนี้นะครับ.
*********************************************************
**พ่อหนานแก้ว จอมขมังเวทย์พื้นบ้าน (ประสบการณ์ การย่างลูกกรอก)
*หากย้อนหลังไปช่วงปลายพศ.2498 ถึงราว พศ. 2520 ถ้าเอ่ยชื่อ พ่อหนานแก้วหรือพ่อเลี้ยงหนานแก้ว น้อยคนที่อยู่ภาคเหนือตอนบานตามตะเข็บชายแดนฝั่งไทยกินไปถึงลาวพม่าจะไม่รู้จักท่าน
เพราะในยุคนั้นเป็นยุคที่สงครามจิตวิทยาการแย่งชิงพื้นที่ระหว่างรัฐบาลกับพรรคคอมมิวนิสต์หรือ ขบวนการแดงที่เรียกว่า ผกค. กำลังร้อนระอุ มีปฏิบัติการของเหล่าผู้ก่อการร้ายในหลายพื้นที่ เช่น ที่อ.เชียงคำ / อ.เทิง /อ.เชียงของ/อ.เชียงแสน ตลอดแนวตะเข็บชายแดนจนถึงทุ่งช้าง จ.น่าน รวมทั้งพื้นที่อื่นๆก็ไม่แพ้กันเช่น เขาค้อ เลิงนกทาหรือนาแก นครพนม (คำว่าวีรบุรุษนาแก ฉายาที่ท่านเสรีพิสุทธิ์ เตมียาเวส ได้รับก็เกิดขึ้นในยุคนี้ เกิดจากท่านนำลูกน้องยิงต่อสู้กับผกค.ที่มาล้อมโรงพักจนโด่งดังไปทั่ว)

ผู้เขียนยังจำเหตุการณ์สำคัญอย่างหนึ่งได้ ในช่วงนั้นราวปีพศ. 2513 ราวเดือนกันยายน มีข่าวดังระดับประเทศเกิดขึ้น คือเหตุการณ์ที่ ผกค.ในพื้นที่ อ.เชียงแสนและอ.เชียงของ ได้ลวงข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ของชาติไปสังหารถึงสามราย ท่านคือ นายประหยัด สมานมิตร ท่านผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย พตอ.ศรีเดช ภูมิประหมัน ผกก. และพอ.จำเนียร มีสง่า นายทหารชั้นผู้ใหญ่ที่ปฏิบัติงานอยู่ในพื้นที่ โดยท่านทั้งสามนี้ ได้ถูกลวงว่าทางผู้ก่อการร้ายจะมอบตัว บุคคลทั้งสามจึงเดินทางไปรับตัวด้วยตนเองโดยแสดงความบริสุทธิ์ใจไม่พกอาวุธไปด้วย เมื่อไปถึงจุดเกิดเหตุจึงถูกระดมยิงจนเสียชีวิตทั้งหมดดังกล่าว ท่านที่ทันยุคนั้นคงจำข่าวดังนี้ได้ ผู้เขียนเป็นเด็กก็ยังจำขึ้นใจจนทุกวันนี้ จึงขอถือโอกาสในยุคที่ไอทีครองโลก ขอรำลึกถึงคุณความดีและวีรกรรมของท่านทั้งสามมา ณ.ที่นี้และทราบว่าทางการได้ สร้างอนุสาวรีย์หรืออนุสรณ์สถานไห้ท่านทั้งสามแล้วเมื่อราวปีสองปีที่ผ่านมานี้เอง คือมาทำกันหลังเหตุการณ์ผ่านไปเกือบสี่สิบปี ซึ่งก็ยังดีกว่าไม่ได้ทำอะไรเลย
**ชื่อเสียงของพ่อหนานแก้ว โด่งดังมาจากของดีของท่านที่ทหารตำรวจในยุคนั้นนิยมไปขอบูชา ของดีของท่านคือยันต์เก้ากุ่มครับ ท่านเป็นต้นตำรับยันต์นี้เลย แทบทุกวันที่ท่านอยู่บ้านจะมีทหารตำรวจมาขอรับยันต์กันจำนวนมาก ยันต์อีกอย่างหนึ่งที่ท่านแจกคือยันต์คงกระพันที่ชื่อยันต์หลอดหรือยันต์ลูกอม ยันต์นี้เป็นยันต์โทน คือมีดอกเดียว ม้วนให้เล็กเท่าที่จะทำได้ (เล็กกว่าหลอดกาแฟ ประมาณหลอดยาคูลท์ ยาวราวสองเซ็นต์) ยันต์นี้มีชื่อเสียงตรงที่ เวลาจะมีเรื่องหรือจวนตัวว่าจะเกิดเรื่องให้นำมาอมในปาก จะสู้กับศัตรูหรือผู้มาทำร้ายได้และคงกระพันแคล้วคลาดดีนัก แต่ที่น่าประหลาดคือ น้อยคนนักจะรักษาได้ คือเมื่อได้ไปแล้วยันต์นี้มักจะอันตรธานหายไปเอง บางคนพอได้ไปก็เอาผ้าเช็ดหน้าห่อไว้สองสามชั้น แต่พอเวลาฉุกเฉินคลี่ออกมาจะนำมาใช้ก็พบว่าหายไปแล้ว ยันต์ของท่านที่ผมพูดถึงนี้ มิได้หมายถึงผ้ายันต์นะครับ คือแผ่นทองเหลืองลงอักขระแล้วนำมาม้วนนั่นเอง ท่านก็ให้ทหารบูชาสามบาทห้าบาทเท่านั้น (ยุคนั้นทองบาทละสี่ร้อยนะครับ)
ส่วนคนมาเรียนคาถาก็ให้บ้างไม่ให้บ้างตามศรัทธา เรียนเสร็จก็ใช้มีดเฉือนแขนให้ดูสดๆกันเลย ผู้เขียนนั่งอ้าปากหวอที่เห็นคมมีดไม่ระคายผิวของท่านเลย (ดูรูปยันต์เก้ากุ่มของท่านที่ผมยังรักษาไว้จนทุกวันนี้)
คราวนี้มาเข้าเรื่องที่เกริ่นไว้ตั้งแต่ต้นเสียที นั่นคือ ประสบการณ์การย่างลูกกรอก ของพ่อหนานแก้ว เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นราวปี 2505 ช่วงบ่ายแก่ๆของวันหนึ่ง ขณะที่ผู้เขียนกลับจากโรงเรียน กำลังเดินท่อมๆเอาหนังสติ๊กมาไล่ยิ่งนกเล่นแถวบ้านตามประสาเด็ก อยู่ๆก็ได้ยินเสียงแม่เรียกดังลั่นว่ามาหาแม่หน่อยจะไม่ไหวแล้ว ผู้เขียนวิ่งขึ้นไปบนบ้านทันที
เห็นแม่ยืนโงนเงนอยู่หน้าหม้อน้ำที่บ้านในสมัยนั้นต้องมีกันทุกเรือนชานเพราะไม่มีน้ำประปา คือจะมีหม้อดินวางไว้บนหิ้งสูงราวศีรษะ มีฝาปิด มีกระบวยที่ทำจากกะลามะพร้าวติดก้านไม้ วางไว้บนแคร่ข้างหม้อดินนั้น หม้อน้ำแบบนี้นับวันจะหาดูยากแล้ว จะมีหลงเหลือบ้างก็ตามเรือนไทยหรือตามวัดหรือสถานที่ที่เขาอนุรักษ์กันไว้เท่านั้น ในชุมชนชาวไทยลื้อของผู้เขียนในยุคนั้นจะขาดสิ่งนี้ไม่ได้เลย ใครขึ้นบ้านขึ้นเรือนมาก็จะตรงดิ่งไปตักน้ำเย็นๆในหม้อดินดับกระหายก่อนคุยกัน โดยเจ้าบ้านไม่ต้องหาน้ำหากระติกมาเหมือนยุคนี้ ยิ่งสังคมเมืองก็ยิ่งต่างกันลิบ เพราะเล่นน้ำกระป๋องน้ำขวดกันหมดแล้ว ผู้เขียนเองยังจำได้แม่นว่า ว่าเพิ่งได้ชิมรสชาติของเป๊ปซี่ครั้งแรกในชีวิตก็ตอนอายุย่างแปดขวบแล้ว โดยได้ชิมบนรถไฟแถวลำปางนั้นเองช่วงนั้นเป็นเด็กวัดตามอาที่เป็นพระมาเชียงใหม่
มาเข้าเรื่องกันต่อดีกว่า พอผู้เขียนวิ่งขึ้นบนบ้านก็พบว่า แม่ยืนเกาะหม้อดินไว้ กระบวยที่ท่านุถือก็หลุดจากมือแล้ว แต่แม่ยังมีสติหันกำชับกับผมว่า
“เองลงไปข้างล่าง ไปยืนเฝ้าไอ้นั่นไว้ อย่าให้ไก่มาจิกนะ”
ผมก็รีบทำตามคือรีบวิ่งลงไปข้างล่างไปยืนเฝ้าวัตถุสิ่งหนึ่งที่เป็นถุงน้ำมีอะไรบางอย่างอยู่ข้างใน มีไก่มาล้อมจิกตามแม่พูดทุกอย่าง แต่ก่อนลงจากบ้านผมก็ยังไม่ลืมที่จะตะโกนบอกบ้านข้างๆบ้านให้มาช่วยแม่ที่เป็นลมล้มฟุบไปแล้ว
ท่านอาจกำลังงงว่าผมกำลังพูดถึงอะไร ขอขยายความต่อนะครับ ท่านจะเข้าใจและเห็นภาพทันที
ในสมัยนั้น เรือนพักอาศัยของคนตามบ้านอกยุคที่ใช้ตะเดียงแทนไฟฟ้าและโดยเฉพาะชุมชนชาวไทยลื้อในยุคนั้น บ้านเรือนจะมีลักษณะยกใต้ถุนสูงคือสูงท่วมหัว (ราว 2 เมตรเป็นอย่างน้อย) อาจคล้ายกับเรือนยกสูงของพี่น้องริมน้ำย่านอยุธยา/สิงห์บุรีในตอนนี้นั่นเอง
บ้านของผู้เขียนก็เป็นแบบนี้ แถมยุคนั้นยังเป็นบ้านหลังคามุงหญ้าคาหรือเราเรียกกันว่ามุงคาเหมือนๆกันแทบทั้งหมู่บ้าน จะมีมุงแป้นเกร็ด (ไม้ที่ตัดเป็นกระเบื้อง) ก็ไม่กี่หลัง คือเป็นของคนที่มีฐานะดีหน่อยเท่านั้น หลังคามุงกระเบื้องหรือสังกะสีไม่ต้องพูดถึง อ่านมาถึงตอนนี้ท่านก็คงยังไม่ถึงบางอ้อว่าผมกำลังจะพูดถึงอะไร มาตามกันต่อครับ
ยังไม่จบเรื่องบ้านครับ ยุคนั้นพื้นบ้านหรือไม้กระดานก็นิยมหาไม่ซีกหรือไม้แผ่นมาปูในพื้นที่ที่ต้องเดินบ่อย เช่นชานบ้านหรือบริเวณที่ต้องโดนน้ำหรือที่ทำการซักล้างเท่านั้น ส่วนพื้นที่ในบ้าน ยังมีการใช้ไม่ไผ่หรือไม่สีสุก (ไผ่ขนาดใหญ่ชนิดหนึ่ง) นำมาทุบแล้วแผ่ออกเป็นแผ่นแล้วนำมาปูเป็นพื้นบ้านตรงส่วนในบ้าน เวลาเดินก็จะมีเสียงดังกรอบแกรบยวบยาบ สนุกไปอีกแบบแต่ข้อดีคือแผ่นไม่ไผ่นี้เวลานอนเล่น เย็นสบายดีจังครับ กลับเข้าเรื่องต่อครับ ผมชอบพาท่านแวะเรื่อยเกล็ดมันมากนะ อย่าว่ากันละ
แผ่นไม่กระดานบริเวนชานบ้านนี้ก็จะมีบางแผ่นมันไม่ได้ขนาดกัน พอนำมาประกบกันก็จะมีรอยโหว่หรือแหว่งมองทะลุถึงพื้นดินด้านล่างได้ มีบ่อยครั้งที่เดินไม่ระวัง ขาผมมุดลงไปในช่องจนร้องลั่น เจ็บอย่าบอกใคร รอยที่ว่านี้แหละครับ มันมาอยู่ระหว่างขาที่แม่กำลังยืนตักน้ำทานตอนรู้ตัวว่าจะเป็นลมพอดี แม่ท่านใสผ้าถุงอยู่กะบ้านตามปกติ พอมีอาการบางอย่างท่านก็มีสติเรียกผมให้มาช่วย คราวนี้ก็มาถึงตอนที่ผมบอกไว้ตั้งแต่ต้นว่าแม่ให้ผมลงไประวังไก่จิกนะครับท่านจะถึงบางอ้อเสียที
คือแม่ผมแท้งน้องคนสุดท้องนะครับ อายุราวสี่เดือนเศษ ท่านแท้งแบง่ายๆเลยคือท่านรู้ตัวก็ไหลผลุปออกมาทั้งยวง ทะลุร่องไม่กระดานที่ว่าหล่นลงไปกองอยู่พื้นดินที่ผมวิ่งลงไปเฝ้านะแหละ สิ่งนั้นคือรกครรภ์นะครับ มีน้องผมอยู่ในนั้น อันนี้ผมมาทราบทีหลังนะน้องมีแขนมีขามีเพศแล้วพอมองออกแล้ว
มาดูแม่ต่อครับ พอมีผู้ใหญ่และเด็กโตมาค่อยไล่ไก่และยืนเฝ้าน้องที่หล่นอยู่ที่พื้นแทน ผมก็วิ่งขึ้นไปบนบ้าน ตอนนี้ทั้งบ้านผมก็เต็มไปด้วยผู้คนแล้วมากันอื้ออึง ปู่ซึ่งเป็นหมอพื้นบ้านเหมือนกันแต่ไม่ดังขนาดพ่อนะ ท่านก็มาเป่ากระหม่อมแม่ ญาติคนอื่นๆก็ฝนยากรอกปากแม่ บางคนก็หาหายาหม่องยาดมให้แม่ผมดมเพื่อให้ฟื้นจากสลบ เวลานั้นก็ราวสี่โมงครึ่งครับ เขาพาแม่ผมไปนั่งลักษณะครึ่งนั่งครึ่งนอนเอนหลังพิงเสื่อ (ฟูกของชาวไทยลื้อ) เสื่อนี้เขาม้วนกลมๆครับ ท่านที่เป็นคนทางเหนือหรือไทยลื้อจะนึกออกทันที คนรุ่นใหม่อาจไม่คุ้นนะครับ สภาพของแม่ผมตอนนั้นผมดูแล้วใจไม่ดีเลย ท่านคอพับไปด้านข้าง มีปู่ (พ่อหนานต๊าว) ท่องคาถาเป่าประหม่อมเป็นระยะ ตาแม่ปิดสนิท หน้าท่านซีดเผือดผมใจไม่ดีเลยครับไม่รู้จะช่วยแม่ยังไง พอผ่านไปราวชั่วโมงเศษ ไม่มีวี่แววว่าท่านจะฟื้น มีญาติๆหลายคนเริ่มร้องให้ บอกว่ามันไปแล้วไม่รอผัวเลย
ส่วนพ่อผมนะเหรอ ท่านไม่อยู่ครับ วันไหนท่านไม่มีศิษย์มาเรียนคาถา ท่านจะเข้าป่า ไปหาของป่ามาทำยาครับ หาพวกรากไม้สมุนไพรและเปลือกไม้บางชนิดที่ท่านขูดมาทำยา ท่านจะกลับบ้านตอนพลบค่ำทุกวัน บางวันผมก็ตามไปด้วย ผมรอท่านด้วยใจเต้นระทึกผมทราบดีว่ามีพ่อเท่านั้นที่ช่วยแม่ได้ และเวลาช่วงนั้นช่างเดินช้าเสียเหลือเกิน ทรมานจริงๆ
ราวหกโมงเศษพ่อก็กลับมาครับ ท่านสะพายถุงปือ (ไม่ได้พิมพ์ผิดรับ ไม่ใช่ถุงปืน แต่ถุงปือหรือถุงปื๋อย่ามฝ้ายสีดำของชาวไทยลื้อ) ขนาดใหญ่ไดของป่ามาตุงย่ามพร้อมสะพายปืนแก๊ป พ่อวิ่งขึ้นบ้านทันทีที่เห็นญาติๆมาเต็มบ้านด้วยท่าทีตระหนก
“อีคำปันมึงเป็นอะไร?” พ่อตะโกนลั่น ผู้เขียนวิ่งตามทันที
พอพ่อเข้าไปในบ้าน พ่อตะโกนเรียกชื่อแม่อีกครั้ง ปู่ก็บอกว่า “มันแท้งลูก”
นาทีต่อไปนี้สิ่งเหลือเชื่อเกิดขึ้นครับ
พ่อนั่งลงอย่างรวดเร็ว จับหน้าแม่เงยขึ้นโดนการเชยคาง
ทานบริกรรมคาถา ผมจ้องเขม็งในท่าย่อเข่า
บริกรรมเสร็จท่านเป่าพรวดไปที่หน้าผากแม่ ท่านตบหน้าผากแม่เบาๆพร้อมเรียกชื่อ
ท่านบริกรรมแล้วเป่าอีกรอบสองรอบ ผมขนลุกซู่ครับ เพราะ..
แม่ค่อยๆเริ่มลืมตาขึ้นครับ แม่หันซ้ายขวามองมาที่หน้าผมและญาติๆ แม่ฟื้นจาการสลบ (เราเรียกกันในสมัยนั้นว่า “ตายลืม”ไปราวสามชั่วโมง) ไม่ต้องบอกว่าผมดีใจขนาดไหนนะครับ
“ถุงรกอยู่ที่ไหน? ใครเก็บไว้? เอามานี่” พ่อถามญาติๆ
“ห่อไว้อย่างดีแล้วครับพ่อหนาน” ญาติคนหนึ่งบอก
ผมขอจบการเล่าเรื่องแม่แท้งลูกเท่านี้ก่อนนะครับ เพราะกำลังจะพาท่านเข้าเรื่องที่จั่วหัวไว้คือ ประสบการณ์..
การย่างลูกกรอกครับ..การย่างลูกรอกนี้ ผมทำหน้าที่เป็นลูกมือพ่อเองนะครับ
(คอยติดตามตอนต่อไป ส่วนภาพยันต์เก้ากุ่มที่เดี๋ยวนี้หายากแล้วและของอื่นๆของพ่อผมก็ขอติดท่านไว้ก่อนนะครับ.)

แก้ไขกระทู้ แสดงความคิดเห็นกลับข้างบนลงด้านล่าง

# ความคิดเห็นที่ : 1

ยาตนา

 สมาชิก GOLD-CLUB

คะแนน: MAX P.

ตั้ง : 529 6822 : ตอบ

สวัสดีครับ ท่านอาจารย์ที่เคารพรัก รอภาคต่อไปอยู่นะครับ


อสาธุง สาธุนา ชิเน....

แก้ไขกระทู้ แสดงความคิดเห็นกลับข้างบนลงด้านล่าง

แสดงความคิดเห็น

แสดงความคิดเห็น

โพสไอคอน :

*ขนาดของภาพไม่เกิน 150 K (ใช้ได้เฉพาะภาพที่มีนามสกุล JPG,GIF)

*ขนาดของภาพไม่เกิน 150 K (ใช้ได้เฉพาะภาพที่มีนามสกุล JPG,GIF)