พระเครื่อง krusiam.com : Tel 0-2880-7770, 081-6480676, Fax 0-2433-0996

ติดต่อเรา | Site map

พระเครื่อง กรุสยามดอทคอม

ของเก่า ของสะสม | พระกรุ | พระเกจิ | หลวงพ่อทวด | พระโบราณ | พระใหม่ | เครื่องรางของขลัง | พระเนื้อไม้ | พระเนื้อดิน | พระเนื้อผง | พระบูชา
ภาคเหนือ | ภาคกลาง | ภาคอีสาน | ภาคใต้| บางลำภู | ท่าพระจันทร์ | มณเฑียร | แกลลอเรีย | พาต้าปิ่นเกล้า | พญาไม้ | สนามพระย่อย | ศูนย์พระทั่วไป | ผู้ค้าอิสระ

ประมูลพระเครื่อง : พระบูชา, พระกริ่ง-รูปหล่อ, เหรียญปั๊ม-เหรียญหล่อ, เนื้อดิน, เนื้อชิน, เนื้อผง-ว่าน, พระปิดตา, พระสมเด็จ, จตุคามรามเทพ, เครื่องรางของขลัง

กระดานสนทนา : เซียนถาม

Share

ภาพนี้ คือใคร อธิบายได้ ให้เลยครับ...

ไกรเซอร์99

 สมาชิก GOLD-CLUB

คะแนน: MAX P.

ตั้ง : 173 361 : ตอบ

โหวตกระทู้

Vote :

เหมือนเดิมครับอธิบายได้โดนใจองค์ล่าง ให้เลยครับผม.....


อันเรือดีผีพายดีไม่ขี่ข้าม แต่กลับเอาเรือรั่วน้ำมาข้ามขี่

แก้ไขกระทู้ แสดงความคิดเห็นกลับข้างบนลงด้านล่าง

Page : 1 of 3
 1  2  3  Next >>

# ความคิดเห็นที่ : 1

ไกรเซอร์99

 สมาชิก GOLD-CLUB

คะแนน: MAX P.

ตั้ง : 173 361 : ตอบ

เป็นอสุรเทพบุตร .......มีชื่อว่าพระพิราพ..ขอเรื่องราวความเป็นมา ของ องค์พระพิราพ ครับผม......


อันเรือดีผีพายดีไม่ขี่ข้าม แต่กลับเอาเรือรั่วน้ำมาข้ามขี่

แก้ไขกระทู้ แสดงความคิดเห็นกลับข้างบนลงด้านล่าง

# ความคิดเห็นที่ : 2

ชิตเม

คะแนน: 2,000 P.

ตั้ง : 100 3 : ตอบ

สวัสดีครับคุณไกเซอร์ ผมขอสาธกยกประวัติมาให้ครบ ตั้งแต่แรกเริ่มเดิมทีเลยนะครับ เกี่ยวกับประวัติ พระพิราพ

พระพิราพเป็นหนึ่งในบรมครู 9 องค์ซึ่งประกอบด้วย

1. พระอิศวร เป็นเทพเจ้าผู้สร้างโลก มี 1 พักตร์ 3 เนตร 4 กร กายสีขาว มงกุฎน้ำเต้าหรือมงกุฎทรงเทิดน้ำเต้ากาบ เกศามุ่นเป็นชฎารุงรัง มีประคำหัว กระโหลกคนคล้องพระศอ มีสังวาลเป็นงู พระศอสีนิล นุ่งหนังเสือ หนังช้าง หรือหนังกวาง โคเป็นพาหนะ สถิตบนเขาไกรลาศ มีพระมเหสีทรงนามว่า พระอุมา มีเทวโอรส 2 องค์ คือ พระขันทกุมาร และพระคเณศร์ ลักษณะเศียร สีขาว มงกุฎน้ำเต้า หรือมงกุฎเทิดน้ำเต้ากาบ

2. พระนารายณ์ เป็นเทพเจ้าผู้รักษาความดี กายสีดอกตะแบก (ชมพูอมม่วง) มี 1 พักตร์ 4 กร ยอดมงกุฎชัย มีครุฑเป็นพาหนะ สถิต ณ เกษียรสมุทร มีพระลักษมี เทพเจ้าแห่งลาภและความดีเป็นพระมเหสี ลักษณะเศียร สีดอกตะแบก ทรงมงกุฎชัย

3. พระพรหม เป็นเทพเจ้าแห่งพรหมวิหาร มีสีขาว มี 4 พักตร์ 8 กร ทรงมงกุฎชัย 2 ชั้น หรือ มงกุฎเทิดน้ำเต้ากลม มีหงส์ เป็นพาหนะ สถิต ณ พรหมพฤนทา มีพระมเหสีนามว่า พระสุรัสวดี เทพเจ้าแห่งการศึกษา ลักษณะเศียร สีขาว หน้า 2 ชั้น มงกุฎชัยหรือมงกุฎเทิดน้ำเต้ากลม

4. พระวิสสุกรรม (วิษณุกรรม,วิศวกรรม,เวสสุกรรม,พิษณุกรรม,พระเพชรฉลูกรรม) มีกายสีเขียว 1 พักตร์ 2 กร ทรงมงกุฎน้ำเต้า บางตำราว่า หัวโล้น (หรือโผกผ้า) ซึ่งเป็นเทวดานายช่างของพระอินทร์ เป็นเจ้าแห่งช่างทุกช่าง ไม่ว่าจะเป็น ปั้น หล่อ ก่อสร้าง สำหรับด้านดนตรีเคยมีนิยายเล่าสืบมาว่า ในครั้งหนึ่งเมืองมนุษย์ทั้งเด็กและผู้ใหญ่จะร้อง จะเล่นแสดงอะไรไม่เป็นระเบียบ มีถ้อยคำที่หยายโล้น ความถึงพระอินทร์ ต้องสั่งการให้พระวิษณุให้แปลงกายเป็น ชายชราลงมาสั่งสอนเด็ก ๆ ชาวเมืองให้รู้จักร้อง รู้จักเล่นให้เป็นระเบียบ นอกจากนี้ยังดลบันดาลให้เครื่องดนตรีมี ลักษณะถูกต้อง และมีเสียงอันไพเราะ ลักษณะเศียร สีเขียว ทรงมงกุฎน้ำเต้า

5. พระปัญจสิงขร เทพเจ้าองค์นี้เดิมเคยเป็นมนุษย์ เป็นเด็กเลี้ยงโคไว้ผม 5 แหยม เป็นผู้ที่มีใจเลื่อมใสศรัทธาในทางกุศล สร้างสิ่งที่เป็นสาธารณประโยชน์ เมื่อตายจึงเกิดเป็นเทพบุตรในชั้นจาตุมหาราชมีชื่อว่า"ปัญจสิขคนธัพเทพบุตร" มีมงกุฎ 5 ยอด มีกายเป็นสีทอง มีกุณฑล มี 1 พักตร์ 4 กร ทรงอาภรณ์ไปด้วยนิลรัตน์ ทรงภูษาสีแดง มีความสามารถในเชิงดีดพิณ และขับลำนำเป็นเลิศ จนเป็นที่โปรดปรานของพระสมณโคดมพุทธเจ้า ถึงกับทรงอนุญาตให้เฝ้าได้ทุกเวลา ลักษณะเศียร สีขาวมงกุฎน้ำเต้า 5 ยอด

6. พระปรคนธรรพ เป็นยอดของเทพคนธรรพ์ ร่างกายมีขนวนเป็นขด วนทักษิณาวัฏรอบตัว มงกุฎชฎายอดฤาษี หรือยอดกะตาปาสีเขียวใบแค มี 1 พักตร์ 2 กร เป็นเทพเจ้าแห่งวิชาการดนตรี ขับร้อง ดีด สี ตี เป่า โดยยกย่องว่าเป็น ผู้ที่ประดิษฐ์พิณขึ้นมา

7. พระฤาษี มีทั้งหมด 35 ตน ซึ่งมีชื่อต่าง ๆ กัน ในด้านดนตรีไทยแล้วฤาษีนั้นมีชื่อว่า "พระภรตฤาษี" (พระ-พะ-รด-รือ-สี) ผู้ซึ่งได้รับ เทวโองการจากพระพรหม ให้นำศิลปการร่ายรำ ท่าศิวนาฏราชมาบังเกิดในโลกมนุษย์

8. พระคเณศร์ (พระพิฆเณศวร)
เป็นเทพเจ้าแห่งความรู้ ศิลปวิทยาการทั้งปวง มีกายสีแดงสัมฤทธิ์ ร่างมนุษย์ อ้วนเตี้ย ทั้งพลุ้ย หูยาน มีเศียรเป็นช้าง มีงาข้างเดียว มี 4 กร มงกุฎทรงเทิดยอดน้ำเต้า ทรงหนูเป็นพาหนะ เป็นโอรสของพระอิศวรและพระอุมา ลักษณะเศียร สีแดง มงกุฎเทิดน้ำเต้า

9. พระพิราพ เป็นอสูรเทพบุตร อยู่เชิงเขาอัศกรรณ พระอิศวรเอากำลังพระสมุทร และพระเพลิงแบ่งประทาน และทรงกำหนดเขตป่า ให้อยู่ ถ้ามีสัตว์พลัดหลงมาในป่าให้จับกินได้ มีกายสีม่วงแก่ 1 พักตร์ 1 กร มีหอกเป็นอาวุธ มูลเหตุที่ศิลปินเคารพบูชาเพราะว่า มีผู้ค้นคว้าไว้ว่า
1. พระพิราพองค์นี้เป็นปางหนึ่งของพระอิศวร
2. ชื่อ พิราพ นี้ไปพ้องกับชื่อ วิราวณะ ของฮินดู อันเป็นเทพเจ้าแห่งการฟ้อนรำ
3. ชื่อ พิราพ อันเป็นนามเทพเจ้าแห่งคุณงามความดี
ลักษณะเศียรโล้น สีม่วงแก่ (พิราพเดินป่า) สวมกระบังหน้า ปากแสยะ ตาจรเข้





















แก้ไขกระทู้ แสดงความคิดเห็นกลับข้างบนลงด้านล่าง

# ความคิดเห็นที่ : 3

ชิตเม

คะแนน: 2,000 P.

ตั้ง : 100 3 : ตอบ

พระพิราพ

ความเชื่อ
เป็นเทพอสูรผู้ทรงอิทธิฤทธิ์ ซึ่งศิลปินโขนละคร และดนตรีไทยให้ความเคารพสักการะ ในฐานะบรมครูในวิชาดุริยางคศาสตร์ และนาฏศิลป์ อินเดียเรียกว่าพระไภรวะ ส่วนทางประเทศเนปาลเรียกว่า พระไภราพ เชื่อว่าเป็นปางที่ดุร้ายของพระอิศวรปางหนึ่ง ทั้งยังเป็นเทพเจ้าแห่งนาฏศิลป์ และความตายอีกด้วย

ลักษณะหน้าตา
ลักษณะเป็นหน้ายักษ์ซึ่งมีลักษณะแปลกจากยักษ์อื่น ๆ คือ หน้ากางคางออก เรียกว่าหน้าจาวตาล สีม่วงแก่ หรือสีน้ำรัก หรือสีทอง ปากแสยะตาจระเข้ หัวโล้น สวมกระบังหน้า ตอนทรงเครื่องสวมมงกุฎยอดเดินหน

บทบาทในเรื่องรามเกียรติ์
กายสีม่วงแก่ มี ๑ พักตร์ ๒ กร มีกายเป็นวงทักขิณาวัฏ อาศัยอยู่เชิงเขาอัศกรรณ พระอิศวรกำหนดเขตป่าให้อยู่ และสามารถจับสัตว์ที่พลัดหลงเข้าไปในเขตนั้นกินได้ พระพิราพได้นำชมพู่พะวาทอง อันมีรสโอชามาปลูกไว้ในสวน กำชับพลยักษ์ให้ดูแลทุก ๆ ๗ วันจะมาดูเมื่อพระรามเดินดงได้ผ่านเข้าไปในสวน เก็บผลไม้กิน พลยักษ์มาพบรุมกันจับ ถูกพระลักษมณ์ฆ่าตาย เมื่อพระพิราพมาสวนจึงสู้รบกับพระราม และพระลักษมณ์ และตายด้วยศรพระราม

ความเชื่อเกี่ยวกับครูด้านดนตรีไทย
ถือว่าพระพิราพ หรือพระไภรวะนี้มีความเกี่ยวข้องโดยตรงกับนาฏศิลป์ เพราะท่านเป็นผู้ให้กำเนิดท่ารำที่เรียกว่า "วิจิตรตาณฑวะ" ซึ่งเป็นท่ารำท่าหนึ่งใน 108 ท่ารำของพระศิวะ ดังนั้นจึงถือว่าท่านเป็น "นาฏราช" ที่หมู่นาฏศิลป์อินเดียให้ความเคารพเกรงกลัว เพราะถือเป็นเทพที่บันดาลความเป็นความตายได้
ส่วนในประเทศไทย ซึ่งได้รับอิทธิพลหลายๆ อย่างมาจากประเทศอินเดียนั้น ก็ได้มีการนับถือพระพิราพกันมาตั้งแต่สมัยโบราณ และมีหลักฐานแน่ชัดในสมัยรัชกาลที่ 4 ในตำราไหว้ครูฉบับของครูเกษ (พระราม) ซึ่งมี เพลงหน้าพาทย์พระพิราพเต็มองค์ที่ใช้ประกอบพิธีไหว้ครู เพลงหน้าพาทย์พระพิราพเต็มองค์นี้ถือว่าเป็นเพลงที่มีความสำคัญมาก เพราะผู้ที่จะเรียนได้ จะต้องผ่านการเรียนหน้าพาทย์ชั้นต้น ชั้นกลาง และชั้นสูง รวมทั้งต้องมีอายุ 30 ปีขึ้นไป และผ่านการอุปสมบทมาแล้วด้วย
นอกจากเพลงพระพิราพแล้ว ก็ยังมีการรำพระพิราพเต็มองค์ ซึ่งพระยานัฏกานุรักษ์ (ทองดี สุวรรณภารต) เป็นผู้ประดิษฐ์ท่ารำขึ้นในสมัยรัชกาลที่ 7 และสืบต่อกันมาจนถึงปัจจุบัน ทั้งเพลงและท่ารำพระพิราพเต็มองค์นี้ ถือเป็นการบรรเลงและร่ายรำประกอบอากัปกิริยาของพระพิราพ ซึ่งเป็นอสูรเทพ เป็นภาคที่ดุร้ายของพระศิวะ ไม่ใช่เป็นเพียงอสูรธรรมดาๆ แต่ถือเป็นเทพ ดังนั้น เพลงหน้าพาทย์และท่ารำพระพิราพเต็มองค์นี้ จึงถือว่าเป็นสิ่งที่สูงสุดในวงการดนตรีและนาฏศิลป์ จะแสดงเฉพาะในงานสำคัญๆ เท่านั้น

พิธีการเกี่ยวกับการไหว้ครูดนตรีไทย
การจัดพิธีไหว้ครู
การจัดพิธีไหว้ครูดนตรีไทยที่ยึดถือปฏิบัติกันมาจะทำในวันพฤหัสบดีเท่านั้น เพราะถือว่าพระพฤหัสบดีเป็นครูของทุกวิชา ในการจัดทำพิธีไหว้ครูนี้จะทำเป็นพิธีรีตอง มีขั้นตอน มีเครื่องสังเวยมีครูผู้ทำพิธีอ่านโองการหรือที่เรียกกันว่า "พิธีกร" เป็นผู้ประกอบพิธีตั้งแต่เริ่มต้นพิธี จนเสร็จสิ้นพิธีการสิ่งสำหรับการจัดเตรียมพิธีไหว้ครูดนตรีไทยมีดังนี้

1. พิธีสงฆ์ เนื่องจากชาวไทยเราเป็นพุทธมามกะ พิธีไหว้ครูจึงเริ่มจากพิธีสงฆ์ก่อน ในเย็นวันพุธจะนิมนต์พระสงฆ์เจริญพระพุทธมนต์ รุ่งเช้าของวันพฤหัสบดี จึงถวายอาหารบิณฑบาต หรือจะจัดถวายภัตราหารเช้า เมื่อเสร็จสิ้นพิธีสงฆ์แล้ว จึงเริ่มพิธีไหว้ครู แต่พิธีสงฆ์ไม่ได้อยู่ในระเบียบว่าต้องมี ถ้าหากไม่สะดวกจะไม่มีก็ได้ จะเริ่มด้วยการไหว้ครูในวันพฤหัสบดีในช่วงเช้าเลยก็ได้

2. สถานที่ประกอบพิธีไหว้ครู สำหรับสถานที่ที่ใช้ประกอบในพิธีไหว้ครูดนตรีไทยควรจัดให้มีเนื้อที่ กว้างขวางพอที่ศิษย์และผู้ร่วมพิธีจะนั่ง นอกจากนี้ยังต้องจัดเตรียมที่สำหรับจัดตั้งพระพุทธรูปและเครื่องบูชาไว้ด้านหนึ่ง ส่วนอีกด้านหนึ่งต้องจัดเตรียมที่สำหรับตั้งเครื่องดนตรีไทยต่าง ๆ ให้เป็นระเบียบเรียบร้อยโดยไม่ต้องจัดเป็นวง ในการจัดเครื่องดนตรีต้องมีตะโพนลูกหนึ่งตั้งรวมอยู่ด้วย เพราะในทางดนตรีไทย ถือว่าตะโพนนั้นเป็นสิ่งสมมติแทนพระปรคนธรรพ อาจนำหน้าโขนต่าง ๆ มาตั้งร่วมก็ได้ ซึ่งหน้าโขนที่ควรตั้งมีดังนี้คือ หน้าฤาษี พระปรคนธรรพ พระวิษณุกรรม พระปัญจสีขร พระพิราพ หน้าพระอิศวร พระนารายณ์ พระพรหมและพระคเณศ

3. เครื่องสังเวยหรือเครื่องบูชากระยาบวช ได้แก่ ดอกไม้ ธูป เทียน หัวหมู ไก่ เป็ด กุ้ง ปลาบายศรีปากชาม ขนมต้มแดงต้มขาว ผลไม้ต่าง ๆ ถ้าในพิธีนั้นต้องการไหว้พระพิราพด้วยจะต้องจัดเตรียมเครื่องบูชาที่เป็นเครื่องดิบอีกชุดหนึ่ง สำหรับเครื่องสังเวยนี้จะเป็นคู่หรือจะจัดเพิ่มอย่างไรก็ได้แล้วแต่เห็นเหมาะสม

4. ขันกำนล สำหรับขันกำนลนี้ จะใช้ขันล้างหน้าใส่ดอกไม้ ธูป เทียน ผ้าขาว 1 ผืน และเงินกำนล ซึ่งแต่เดิมโบราณใช้เพียง 6 บาทเท่านั้น ในปัจจุบันอาจใช้เงินกำนลเป็นจำนวนเงินมากกว่า 6 บาทก็ได้

5. ครูผู้ทำพิธี หรือที่เรียกกันว่า "พิธีกร" ครูผู้ทำพิธีนี้จะต้องนุ่งขาวห่มขาว จะเริ่มกระทำพิธีโดยจุดธูป เทียน บูชา แล้วทำน้ำมนต์ ในขณะทำพิธีนั้นครูผู้ทำพิธีจะเป็นผู้อ่านโองการนำให้ผู้ร่วมพิธีว่าตาม ซึ่งเริ่มจากบูชาพระรัตนตรัย ไหว้ครูบาอาจารย์ บิดา มารดา ขอพรต่าง ๆ ขณะทำพิธีจะมีวงปี่พาทย์มาร่วมบรรเลงเพลงหน้าพาทย์ ตามที่ครูผู้ทำพิธีจะเรียกว่าจะให้บรรเลงเพลงใดประกอบในช่วงใด จากนั้นจึงถวายเครื่องสังเวย และกล่าวลาเครื่องสังเวย ครูผู้ทำพิธีประพรมน้ำมนต์และเจิมเครื่องดนตรีและหน้าโขนต่าง ๆ จนครบแล้ว จึงนำน้ำมนต์นั้นมาประพรมให้ลูกศิษย์และเจิมให้แก่ลูกศิษย์ตลอดจนผู้ที่มาร่วมในพิธี ถือเสร็จสิ้นขั้นตอนสุดท้ายของการไหว้ครูดนตรีไทย

6. เพลงหน้าพาทย์ประกอบในพิธีไหว้ครูดนตรีไทย ในการประกอบพิธีไหว้ครูดนตรีไทยสิ่งที่ยึดถือปฏิบัติสืบต่อกันมาคือ การนำวงดนตรีที่เรียกว่า "วงปี่พาทย์" มาบรรเลงประกอบในระหว่าง การทำพิธีไหว้ครู เพื่อต้องการให้เสียงดนตรี เป็นสื่อให้ทุกคนที่มาร่วมในพิธีได้น้อมระลึกถึงครูบาอาจารย์ด้วยอาการเคารพ และสำรวม เพราะเพลงที่นำมาบรรเลงนั้นเป็นเพลงชั้นสูงที่เรียกว่า "เพลงหน้าพาทย์" มีความศักดิ์สิทธิ์และแสดงความหมายถึงครูแต่ละท่านโดยเฉพาะ ในการทำพิธีไหว้ครูดนตรีไทยนั้น เมื่อครูผู้ทำพิธีกระทำกิจด้วยการว่าคาถาอัญเชิญเทวดา สรรเสริญพระพุทธคุณและทำน้ำมนต์เสร็จแล้ว จะบอกให้ลูกศิษย์และผู้มาร่วมพิธีจุดธูปเทียนบูชาพระรัตนตรัย และอธิษฐานขอขมาต่อสิ่งศักดิ์สิทธิ์ หลังจากนั้นจะนำกล่าวคาถาบทอัญเชิญครูในแต่ละบทดังนี้

บทที่ 1 บูชาพระรัตนตรัยและบูชาครู เมื่อกล่าวบูชาจบแล้ว ครูผู้ทำพิธีจะบอกให้วงปี่พาทย์บรรเลง เพื่อเป็นการนมัสการพระรัตนตรัยและบูชาครูบาอาจารย์
บทที่ 2 บูชาพระรัตนตรัย คุณบิดามารดา ครูอาจารย์ เมื่อกล่าวจบแล้ว ครูผู้ทำหน้าที่จะบอกให้วงปี่พาทย์บรรเลงเพลงสาธุการกลอง ซึ่งเป็นการบูชาพระรัตนตรัยและบูชาครูบาอาจารย์ (เมื่อจบเพลงสาธุการกลองแล้ว ครูผู้ทำพิธีบางท่านอาจจะบอกให้วงปี่พาทย์บรรเลงเพลงโหมโรงที่เรียกว่า "โหมโรงสิ่งละอันพันละน้อย" เป็นการบูชาและอัญเชิญอีกครั้งหนึ่ง)
บทที่ 3 บูชาพระอิศวร พระพรหม พระนารายณ์และเทวดาต่าง ๆ ครูผู้ทำพิธีจะบอกให้วงปี่พาทย์บรรเลงเพลงตระสันนิบาต ตระนารายณ์บรรทมสินธุ์ เพื่อเป็นการสมมติว่า เทพเจ้าทั้ง 3 นั้นได้เสด็จมาพร้อมกับเสียงเพลง เมื่อบรรเลงเพลงจบแสดงว่าท่านได้เสด็จมาร่วมในพิธีแล้ว
บทที่ 4 อัญเชิญพระปัญจสีขร (สำหรับพระปัญจสีขรนี้ถือว่าเป็นครูเครื่องดนตรีประเภทดีดและสี) เมื่อกล่าวจบ ครูผู้ทำพิธีจะบอกให้วงปี่พาทย์บรรเลงเพลงตระเชิญเพื่อใช้ประกอบกิริยาการเสด็จมา
บทที่ 5 อัญเชิญพระวิษณุกรรม พระปัญจสีขร พระปรคนธรรพ เมื่อครูผู้ทำพิธีกล่าวจบแล้วจะบอกให้วงปี่พาทย์บรรเลงเพลงดำเนินพราหมณ์ เสมอข้ามสมุทรเพื่อเป็นการประกอบกิริยาการแสด็จมาของเทพเจ้าทั้ง 3 องค์
บทที่ 6 ขอขมาอภัยในเรื่องของครื่องพิธีกรรมต่าง ๆ เมื่อครูผู้ทำพิธีกล่าวจบแล้ว จะบอกให้วงปี่พาทย์บรรเลง "เพลงบาทสกุณี" เพื่อใช้ประกอบกิริยาการมาของเหล่าเทพเจ้าและเป็นการขออโหสิกรรมและอวยพรให้
บทที่ 7 อัญเชิญครูฤาษี เมื่อครูผู้ทำพิธีกล่าวจบแล้วจะบอกให้วงปี่พาทย์บรรเลง "เพลงเสมอเถร" เพื่อใช้ประกอบกิริยาการมาของครูฤาษี
บทที่ 8 อัญเชิญครูแห่งดุริยางคศิลป์ เมื่อครูผู้ทำพิธีกล่าวจบแล้ว จะบอกให้วงปี่พาทย์บรรเลงเพลงตระปรคนธรรพ เพื่อเป็นการเชิญและประกอบกิริยาการเสด็จมาของพระปรคนธรรพ
บทที่ 9 อัญเชิญเทพเจ้า ฤาษี และครูต่าง ๆ เพื่อถวายเครื่องสังเวย หรือเครื่องบูชาที่จัดเตรียมไว้ โดยครูผู้ทำพิธีจะบอกให้วงปี่พาทย์บรรเลง "เพลงพราหมณ์เข้า" ใช้ประกอบกิริยาการเสด็จเข้าสู่ที่ประทับเพื่อรับเครื่องสังเวย
บทที่ 10 อัญเชิญพระพิราพ เมื่อกล่าวจบแล้ว ครูผู้ทำพิธีบอกให้วงปี่พาทย์บรรเลง "เพลงองค์พระพิราพเต็มองค์" ซึ่งเพลงหน้าพาทย์เพลงนี้ถือว่าเป็นเพลงสำคัญสูงสุด เมื่อบรรเลงจบครูผู้ทำพิธีจะบอกให้บรรเลงเพลง "เสมอมาร" ต่อท้ายเพื่ออัญเชิญครูพระพิรามเสด็จเข้าสู่ที่ประทับ
บทที่ 11 ถวายเครื่องสังเวย เมื่อครูผู้ทำพิธีกล่าวจบแล้ว จะบอกให้วงปี่พาทย์บรรเลงเพลง"นั่งกิน, เซ่นเหล้า" เพื่อประกอบกิริยาการรับเครื่องสังเวยต่าง ๆ
บทที่ 12 ลาเครื่องสังเวย เมื่อเห็นว่าได้เวลาอันสมควรแล้ว ครูผู้ทำพิธีกล่าวลาเครื่องสังเวยโดยบอกให้วงปี่พาทย์บรรเลงเพลงต่าง ๆ ติดต่อกันเป็นชุดสุดท้ายดังนี้
1. เพลงพราหมณ์ออก บรรเลงเป็นชุดสุดท้ายประกอบกิริยาการเสด็จออกจากโรงพิธีของครูและเทพเจ้าต่าง ๆ
2. เพลงเสมอเข้าที่ บรรเลงประกอบกิริยาการเสด็จคืนสู่ที่ประทับในชั้นวิมานต่าง ๆ
3. เพลงโปรยข้าวตอก เป็นการบรรเลงเมื่อแสดงความเคารพและส่งครูด้วยข้าวตอกดอกไม้
4. เพลงเชิด เป็นการบรรเลงเพื่อประกอบกิริยาการเสด็จกลับของหมู่เทวดาต่าง ๆ
5. เพลงกราวรำ เป็นการบรรเลงเพื่อแสดงถึงความสวัสดีมีชัย ซึ่งถือเป็นเพลงสุดท้ายของ

แก้ไขกระทู้ แสดงความคิดเห็นกลับข้างบนลงด้านล่าง

# ความคิดเห็นที่ : 4

เลนน์สี่สิบบาท

 สมาชิก GOLD-CLUB

คะแนน: MAX P.

ตั้ง : 115 929 : ตอบ

ขอแสดงยินดีกับคุณชิตเม ไว้ล่วงหน้าเลย เล่นเอามาละเอียดยิบแบบนี้
แบบนี้คงถูกใจท่านไกรเซอร์๙๙เป็นแน่แท้
แล้วยอดขุนพลแห่งชากังราว จะไปไหนเสีย


ปฏิบัติดี ปฏิบัติชอบ ชีวิตก็จะดีขึ้น

แก้ไขกระทู้ แสดงความคิดเห็นกลับข้างบนลงด้านล่าง

# ความคิดเห็นที่ : 5

ชิตเม

คะแนน: 2,000 P.

ตั้ง : 100 3 : ตอบ

ขอบคุณครับ คุณเลนส์สี่สิบบาทที่ให้กำลังใจ

แก้ไขกระทู้ แสดงความคิดเห็นกลับข้างบนลงด้านล่าง

# ความคิดเห็นที่ : 6

oaad555

คะแนน: 1,250 P.

ตั้ง : 100 0 : ตอบ

ข้าน้อยขอคารวะท่านชิตเม ท่านทำให้ข้าทึ่งอย่างมาก ขอเป็นกำลังใจและขอคารวะท่านด้วยครับ

แก้ไขกระทู้ แสดงความคิดเห็นกลับข้างบนลงด้านล่าง

# ความคิดเห็นที่ : 7

สายน้ำปิง

คะแนน: 1,255 P.

ตั้ง : 101 126 : ตอบ

เชื่อในความพยายามของท่าน ชิตเม จริงๆ นับถือ ๆ

แก้ไขกระทู้ แสดงความคิดเห็นกลับข้างบนลงด้านล่าง

# ความคิดเห็นที่ : 8

prairie

คะแนน: 1,815 P.

ตั้ง : 100 1 : ตอบ

เพิ่มเติม จากคำบรรยายของน้าชิตเมครับ
พระพิราพ เป็นเทพเจ้า เป็นตนละตนกับยักษ์พิราพในบทพระราชนิพนธ์รามเกียรติ์ ซึ่งแต่เดิมนั้นยักษ์พิราพนั้นคือยักษ์วิราธ ซึ่งคำว่า "ราธ" แปลว่าทำสิ่งสำเร็จลุล่วง แต่เติมคำว่า "วิ" แสดงถึงอุปสรรค และคำว่า "วิราธ" จึงแปลความหมายโดยรวม คือผู้มีโทษ ผู้มีความผิด และต่อมาได้แผลงคำว่า "วิ" เป็น "พิ" และแปลโดยรวมคำว่า"พิราธ" แปลความหมายได้ว่า ทำสำเร็จโดยยิ่งเป็นความหมายของพระพิราพ เวลาอ่านโองการพระพิราพ จะอ่านออกเสียง ว่า "พิราธัง" ซึ่งก็คือ "พิราธ" นั่นเอง
จะกล่าวถึงยักษ์พิราพ เป็นเพียงชื่อยักษ์ธรรมดาตนหนึ่ง มีหน้าที่เฝ้าสวนให้ทศกัณฐ์ และต่อมาก็ได้ถูกพระรามฆ่าตาย (คัดลอกจากวารสารเพลงดนตรี ม.มหิดล)
จากการศึกษาของ ดร.มัทนี รัตนิน ได้ศึกษาไว้อย่างเดียวกันว่าพระพิราพ กับยักษ์พิราพนั้นเป็นคนละตนกัน และในแง่ของการถ่ายทอดลัทธิบูชาพระไภรวะ (ตามที่น้าชิตเมได้อธิบายคำเรียกของอินเดีย) นั้นได้มีการส่งผ่านอารยธรรมมายังสุวรรณภูมิ คาดว่าจะมาตามลุ่มแม่น้ำคงคา โอริสสา และแม่น้ำอื่นๆ ข้ามมหาสมุทรอินเดียมาสู่อาณาจักรชวาและขอม แล้วไทยคงจะรับมาจากขอมอีกที หรืออาจเป็นไปได้ว่ารับโดยตรงจากนาฏศิลป์อินเดียที่เข้ามาในไทยก็ได้ เนื่องมาจากพาราณสีซึ่งเป็นศูนย์การสำคัญของลัทธิพระไภรวะ มีความสัมพันธ์และมีอิทธิพลทางศาสนาและวัฒนธรรมต่อสุวรรณภูมิอยู่มาก
และการฟ้อนรำ ที่เรียกว่า "วิจิตรตาณฑวะ" (ตามที่น้าชิตเม ได้กล่าวไว้) เรียกได้ว่าเป็นนาฏศิลป์ชั้นสูง ซึ่งศิลปะชั้นสูงของทางอินเดียนั้น มักเกี่ยวเนื่องกับชีวิตและความตาย เช่นเดียวกับ ปางศิวนาฏราช

แก้ไขกระทู้ แสดงความคิดเห็นกลับข้างบนลงด้านล่าง

# ความคิดเห็นที่ : 9

prairie

คะแนน: 1,815 P.

ตั้ง : 100 1 : ตอบ

ต่อครับ
และในทางโขน กราสร้างศรีษะหรือหัวโขนพระพิราพนั้นมีกรรมวิธีแตกต่างจากการสร้างหัวโขนที่ใช้แสดงโดยทั่วไป คือก่อนการขึ้นหุ่นองค์พระพิราพ ผู้สร้างจะต้องตั้งเครื่องสังเวยมัจฉมังสาหารทั้งดิบสุก พร้อมด้วยผลไม้ และเครื่องบายศรีซ้ายขวา
จากนั้นกล่าวบูชาพระรัตนตรัย ชุมนุมเทวดาบูชาครู และเริ่มขึ้นหุ่นด้วยดินที่ปราศจากซากสัตว์ (ปัจจุบันใช้ดินน้ำมัน) เสร็จแล้วตั้งเครื่องสังเวยครั้งที่2 เพื่อสำรอกจากหุ่นดินเป็นหุ่นปูน
ตั้งเครื่องสังเวยรอบที่3 เพื่อเปิดหุ่น โดยนำกระดาษสีน้ำตาลที่เขียนคาถาอักขระเลขยันต์ไว้ ปิดหุ่นที่ปั้นด้วยการปิดกระดาษน้ำ 3 ชั้น ปิดกระดาษทาแป้งเปียก 9 ชั้น ปิดกระดาษสาที่ลงอักขระ 9 ชั้น ทิ้งไว้พอหมาด กวดหุ่นให้เรียบ พักจนกระดาษแห้งสนิท ตั้งเครื่องสังเวยครังที่4 บอกกล่าวขอขมา แล้วจึงนำกระดาษที่ปิดออกจากหุ่น เย็บรอยผ่าให้เรียบร้อย แล้วปั้นแต่งหน้าเน้นเส้นเดินบนใบหน้า ตา จมูกปาก ขัดให้เรียบร้อย ประดับลาย ติดเขี้ยวและเจาะจรหู ลงสีพื้น ลงรักปิดทองที่ลวดลาย ลงยาสี ประดับกระจก จัดตั้งเครื่องสังเวยครั้งที่5
บอกกล่าวขอเขียนลวดลายบนใบหน้าและผม เว้นช่องรู ปลูกตาไว้ โดยลงเฉพาะสีขาวไว้ที่พื้นตาเท่านั้น จัดตั้งเครื่องสังเวย ครั้งที่6 ขออณุญาตเจาะตา ลงสีที่ตาและแววตา ว่าคาถาเบิกเนตร เปิดทวาร ตา หู จมูก ปาก กำกับด้วยอาการ 32 สุดท้ายจึงเชิญพลังจิตวิญญาณขององค์พระพิราพเข้าสถิตที่หัวโขนพระพิราพ
(ผู้ใดมีศรีษะครู หนึ่งคู่ดังนี้ คือพ่อครูพระภรตมุนีและพ่อครูพระพิราพ ถือว่าเป็นิริมงคลแก่ตนและผู้สืบสกุล)
ข้อมูลจากสูจิบัตรงานนิทรรการ "พระพิราพ ในวโรกาสที่สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา สยามบรมรายกุมารี มีพระชนมายุครบ 50 พรรษา

แก้ไขกระทู้ แสดงความคิดเห็นกลับข้างบนลงด้านล่าง

# ความคิดเห็นที่ : 10

prairie

คะแนน: 1,815 P.

ตั้ง : 100 1 : ตอบ

ต่อจาก Post ที่ 8-9 ที่ว่าด้วยนาฏิลป์ชั้นสูงมักเกี่ยวเนื่องกับชีวิต ความตาย และการทำลายล้าง แต่มีข้อสังเกต คือนาฏศิลป์ มักจะมีการสร้างสรรค์ ความดีอยู่ด้วย ว่ากันว่า นอกจากเป็นเทพเจ้าแห่งการทำลายล้างแล้ว พระพิราพยังเป็นเทพแห่งความประสบโชค และขจัดโรคภัยด้วย เพื่อเป็นการรักษาดุลยภาพของสองสิ่ง
อย่างการร่ายรำของพระอิศวร ในปางศิวะนาฏราช ก็มีการสร้างสรรค์และทำลายล้างอยู่ในตัว
ทรงเหยียบอสูร (ยักษ์ มุยะกะ) ไว้ด้วยพระบาทขวาหมายถึงการทำลายความชั่ว พระบาทซ้ายยกขึ้นทำท่ารำงดงาม เป็นการสร้างสรรค์ศิลป์ รอบๆองค์เป็นวงเปลวเพลิงหมายถึงการหมุนเวียนของจักรวาล บางคติเชื่อว่าเมื่อใดที่ทรงยุติการร่ายรำ ไฟบรรลัยกัลป์จะเผาจักวาลให้พินาศ และเกิดจักรวาลใหม่ อย่างท่ารำของพระพิราพ ก็เช่นกัน
การตั้งหัวโขน หรือศรีษะขององค์พระพิราพ จะตั้งทางด้านซ้ายของเวที จะตั้งต่ำกว่าพระอิศวร แต่จะตั้งสูงกว่ายักษ์อื่นๆ โดยทั้งนี้การตั้งจะแยกกลุ่มออกมา นอกเหนือจากเทพ หรือมนุษย์

แก้ไขกระทู้ แสดงความคิดเห็นกลับข้างบนลงด้านล่าง

# ความคิดเห็นที่ : 11

prairie

คะแนน: 1,815 P.

ตั้ง : 100 1 : ตอบ

องค์ประกอบ พิธีไหว้ครูละครนอก-พิธีครอบ (รัชกาลที่ 4)
เมื่อฝึกหัดกระบวนรำชั้นต้นได้ตลอดแล้ว ครูจึง "ครอบ" ให้เป็นละคร ลักษณะการจัดโรงพิธีครอบละครนั้น ทางด้านหุ้มกลองฝ่าย ๑ จัดเป็นหน้าพระ มีเตียงตั้งพระพุทธรูปไว้ชั้นสูง
ชั้นรองลงมาตั้งเทวรูป ถัดลงมาตั้งหัวโขนของเก่าที่นับถือเป็นครูปัฐยาย
คือ หัวฤาษี ๑ พระอิศวร ๑ พระวิษณุกรรม ๑ พระพิราพ ๑ พระราม ๑
พระลักษมณ์ ๑ กับชฎา ๑ รัดเกล้า ๑ หนังค่างสำหรับครอบหัวจำอวด ๑
หนังค่างทางด้านหุ้มกลองอีกฝ่าย ๑ จัดตั้งวงปี่พาทย์ มีเครื่องบูชาตั้งทั้ง ๒ ฝ่าย และปี่พาทย์นั้นต้องหาตัวครูที่สำคัญมาตีตะโพนเป็นพระประคนธรรพ (พระประคนธรรพ หมายความว่า พระฤาษีนารท ผู้เป็นครูดนตรี)

แก้ไขกระทู้ แสดงความคิดเห็นกลับข้างบนลงด้านล่าง

# ความคิดเห็นที่ : 12

prairie

คะแนน: 1,815 P.

ตั้ง : 100 1 : ตอบ

องค์ประกอบ พิธีไหว้ครูละครใน (ละครหลวง)-พิธีครอบ
ละครหลวงเป็นต้นแบบของละครในโรงอื่นๆ ทั่วไป ละครนอกเอาแบบแผนของละครในไปใช้ แบบแผนบางอย่างที่ละครโรงอื่นไม่สามารถจะทำตามละครหลวงได้
สำเนาหมายรับสั่งในรัชกาลที่ ๔ เรื่องไหว้ครูลครหลวง เมื่อปีขาลฉศก พ.ศ. ๒๓๙๗
ด้วยพระยาบำเรอศักดิ์ รับพระบรมราชโองการใส่เกล้าฯ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ
สั่งว่ากำหนดหม่อมลครในพระบรมมหาราชวัง จะได้ออกมาครอบไหว้ครูลคร ณ ชลาพระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท พระสงฆ์ ๗ รูปจะได้สวดพระพุทธมนต์ ณ ทิมดาบคด ณ วัน (พุฒ) แรม ๑๔ ค่ำ เดือน ๕ เพลาบ่าย ครั้นรุ่งขึ้น ณ วัน (พฤหัสบดี) ขึ้นค่ำ ๑ เดือน ๖ เพลาเช้า พระสงฆ์รับพระราชทานฉันแล้ว ครูจะได้ครอบหม่อมลครนั้น
หน้าโขนที่ปรากฏในหมายรับสั่งนี้ ผิดกับครอบละครนอกเห็นจะถือเอาเทวรูป แทนหน้าโขนพระอิศวร พระนารายณ์ ในหมายรับสั่งดังนี้
"อนึ่งให้เจ้ากรม ปลัดกรม สมุห์บาญชีในกรมพระเจ้าน้องยาเธอกรมหลวงเทเวศวัชรินทร์จัดพระประคนธรรพ กับหน้าฤาษี ๘ หน้า หน้าพระราม ๑ หน้า หน้าพระลักษณ์ ๑ หน้า หน้าหนุมาน ๑ หน้า หน้าทศกัณฐ์ ๑ หน้า หน้า อินทรชิต ๑ หน้า ****หน้าพิราพ ๑ หน้า**** หน้ารามสูร ๑ หน้า หน้าช้าง ๑ หน้า หน้าม้า ๑ หน้า ไม้คลีสำรับ ๑ พัดใบตาลเล่ม ๑ ศรเล่ม ๑ พระขรรค์เล่ม ๑ ขนนกยูงคู่ ๑ ตะบองอัน ๑ เร่งเอาไปเตรียมให้พร้อมที่ชลาน่าพระมหาปราสาท ณ วันแรม ๑๔ ค่ำเดือน ๕ เพลาบ่ายโมงหนึ่งให้ทันเข้าพระมณฑล"

แถมหน่อยนึงครับน้า

(วัฒนธรรมทางละครไทย สารานุกรมไทยสำหรับเยาวชนฯ เล่ม 23)

แก้ไขกระทู้ แสดงความคิดเห็นกลับข้างบนลงด้านล่าง

# ความคิดเห็นที่ : 13

ไกรเซอร์99

 สมาชิก GOLD-CLUB

คะแนน: MAX P.

ตั้ง : 173 361 : ตอบ

"""""พระพิราพ เป็นเทพเจ้า เป็นตนละตนกับยักษ์พิราพในบทพระราชนิพนธ์รามเกียรติ์ ซึ่งแต่เดิมนั้นยักษ์พิราพนั้นคือยักษ์วิราธ ซึ่งคำว่า "ราธ" แปลว่าทำสิ่งสำเร็จลุล่วง แต่เติมคำว่า "วิ" แสดงถึงอุปสรรค และคำว่า "วิราธ" จึงแปลความหมายโดยรวม คือผู้มีโทษ ผู้มีความผิด และต่อมาได้แผลงคำว่า "วิ" เป็น "พิ" และแปลโดยรวมคำว่า"พิราธ" แปลความหมายได้ว่า ทำสำเร็จโดยยิ่งเป็นความหมายของพระพิราพ เวลาอ่านโองการพระพิราพ จะอ่านออกเสียง ว่า "พิราธัง" ซึ่งก็คือ "พิราธ" นั่นเอง
จะกล่าวถึงยักษ์พิราพ เป็นเพียงชื่อยักษ์ธรรมดาตนหนึ่ง มีหน้าที่เฝ้าสวนให้ทศกัณฐ์ และต่อมาก็ได้ถูกพระรามฆ่าตาย (คัดลอกจากวารสารเพลงดนตรี ม.มหิดล)
จากการศึกษาของ ดร.มัทนี รัตนิน ได้ศึกษาไว้อย่างเดียวกันว่าพระพิราพ กับยักษ์พิราพนั้นเป็นคนละตนกัน และในแง่ของการถ่ายทอดลัทธิบูชาพระไภรวะ """"""...........
นี่แหละครับคำตอบที่ตอบโดนใจ ของผม ครับ ขอทบทวนอีกนิดหนึ่งครับ พระพิราพ หรือ พระไภรวะ เป็นยักษืคนละตนกับ ยักพิราพ ในมหากาพย์รามายาณะ(รามเกียรติ์) ครับท่าน.....
ฉะนั้น ผู้ที่ตอบ ได้ถูกต้อง (ที่สุด) และ โดนใจ คือ.......ท่าน prairie ครับผม กรุณาโพส ที่อยู่ เลยครับ ดีใจด้วยครับผม..............


อันเรือดีผีพายดีไม่ขี่ข้าม แต่กลับเอาเรือรั่วน้ำมาข้ามขี่

แก้ไขกระทู้ แสดงความคิดเห็นกลับข้างบนลงด้านล่าง

# ความคิดเห็นที่ : 14

prairie

คะแนน: 1,815 P.

ตั้ง : 100 1 : ตอบ

1. พระพิราพ เป็นครูแห่งการรำ-ฟ้อนละครต่าง ๆ พระพิราพเป็นครู มีรูปกายเป็นยักษ์ชอบการฟ้อนรำถวายองค์พระอิศวร ๆ ทรงโปรดแต่งตั้งให้เป็นบรมครูแห่งโขนละคร การแสดงทั้งปวง หากมีพิธีเกี่ยวกับนาฎศิลป์ จึงควรอัญเชิญด้วย
2. พระพิราพ เป็นเทพเจ้า เป็นตนละตนกับยักษ์พิราพในบทพระราชนิพนธ์รามเกียรติ์ แปลความหมายได้ว่า ทำสำเร็จโดยยิ่ง
3. พระพิราพ เป็นอสูรเทพบุตร พระอิศวรเอากำลังพระสมุทร และพระเพลิงแบ่งประทาน
4. พระพิราพ เป็นอสูรเทพบุตร เป็นปางที่ดุร้ายของพระอิศวรปางหนึ่ง
5. การฟ้อนรำ ของพระพิราพ เรียกได้ว่าเป็นนาฏศิลป์ชั้นสูง ซึ่งศิลปะชั้นสูงของทางอินเดียนั้น มักเกี่ยวเนื่องกับชีวิตและความตาย
6. พระพิราพ นอกจากเป็นเทพเจ้าแห่งการทำลายล้างแล้ว พระพิราพยังเป็นเทพแห่งความประสบโชค และขจัดโรคภัยด้วย
องค์ประกอบของการไหว้ครูละครใน และละครนอก สมัยรัชกาลที่ 4 ยังคงมีองค์พระพิราพอยู่ แม้จะมีการเปลี่ยนพระอิศวร พระวิษณุกรรม ฯลฯ

แจกแจงมาให้ดู แบบง่าย ๆ

ขออภัยที่พิมพ์ Post ที่ 9 ผิด
ข้อมูลจากสูจิบัตรงานนิทรรการ "พระพิราพ" ในวโรกาสที่สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา สยามบรมราชกุมารี มีพระชนมายุครบ 50 พรรษา

แก้ไขกระทู้ แสดงความคิดเห็นกลับข้างบนลงด้านล่าง

# ความคิดเห็นที่ : 15

prairie

คะแนน: 1,815 P.

ตั้ง : 100 1 : ตอบ

ขอบคุณครับน้าไกเซอร์ 99
ปรีชาพัทธ์ ทองแสน
365 หมู่ 2 ถ.พหลโยิน แขวงคลองถนน
เขตสายไหม กรุงเทพฯ 10220 คร้าบ

น้าใจดีจัง

แก้ไขกระทู้ แสดงความคิดเห็นกลับข้างบนลงด้านล่าง

# ความคิดเห็นที่ : 16

prairie

คะแนน: 1,815 P.

ตั้ง : 100 1 : ตอบ

ขออภัย ครับน้าไกรเซอร์ 99 ที่พิมพ์ชื่อน้าผิด (15)

แก้ไขกระทู้ แสดงความคิดเห็นกลับข้างบนลงด้านล่าง

# ความคิดเห็นที่ : 17

ชิตเม

คะแนน: 2,000 P.

ตั้ง : 100 3 : ตอบ

ด้วยความเคารพครับ คุณไกเซอร์...

เอ๊ ผมว่าผมก็อธิบายทุกมิตินะครับ ทั้งรูปร่าง หน้าตา ความเชื่อในลักษณะครูนาฏศิลป์
และที่ปรากฎชื่อท่านในรามเกียรติ์

ตามข้อ 9 ผมว่าผมอธิบายไว้ชัดเจนนะครับ (ทุกมิติ) และมูลเหตุที่ศิลปินเคารพท่านก็ปรากฎในข้อ 9 แล้ว

9. พระพิราพ เป็นอสูรเทพบุตร อยู่เชิงเขาอัศกรรณ พระอิศวรเอากำลังพระสมุทร และพระเพลิงแบ่งประทาน และทรงกำหนดเขตป่า ให้อยู่ ถ้ามีสัตว์พลัดหลงมาในป่าให้จับกินได้ มีกายสีม่วงแก่ 1 พักตร์ 1 กร มีหอกเป็นอาวุธ
****** มูลเหตุที่ศิลปินเคารพบูชาเพราะว่า มีผู้ค้นคว้าไว้ว่า <-------------
*****1. พระพิราพองค์นี้เป็นปางหนึ่งของพระอิศวร <---------
*****2. ชื่อ พิราพ นี้ไปพ้องกับชื่อ วิราวณะ ของฮินดู อันเป็นเทพเจ้าแห่งการฟ้อนรำ <------
****3. ชื่อ พิราพ อันเป็นนามเทพเจ้าแห่งคุณงามความดี <-------------
****ลักษณะเศียรโล้น สีม่วงแก่ (พิราพเดินป่า) สวมกระบังหน้า ปากแสยะ ตาจรเข้ <-----------

แต่ในมุมมองทางนาฎศิลป์เชื่อกันว่าเป็นครูนาฎศิลป์ 1 ในบรมครู 9 องค์ ซึ่งชื่อท่านก็ปรากฎสอดคล้องกัน เมื่อเป็นครูในนาฏศิลป์ก็ยกท่านให้เป็นเทพ

ยังงัยก็เคารพในการตัดสินใจของคุณไกเซอร์ครับ แต่ข้อมูลที่ผมได้มาก็เอามาจากเว็บ ความเชื่อด้านนาฎศิลป์ของบรมครูทั้งหมด ซึ่งบรมครูทั้ง 9 ล้วนปรากฎในรามเกียรติ์ทั้งสิ้น เมื่อนำท่านมานับถือแล้วก็ยกท่านให้เป็น
เทพทั้งสิ้น

.....ขอบคุณครับผม ขอแสดงความยินดีกับคุณ prairie ด้วยละกันครับ

แก้ไขกระทู้ แสดงความคิดเห็นกลับข้างบนลงด้านล่าง

# ความคิดเห็นที่ : 18

prairie

คะแนน: 1,815 P.

ตั้ง : 100 1 : ตอบ

******บทบาทในเรื่องรามเกียรติ์******
*****กายสีม่วงแก่ มี ๑ พักตร์ ๒ กร มีกายเป็นวงทักขิณาวัฏ อาศัยอยู่เชิงเขาอัศกรรณ พระอิศวรกำหนดเขตป่าให้อยู่ และสามารถจับสัตว์ที่พลัดหลงเข้าไปในเขตนั้นกินได้ พระพิราพได้นำชมพู่พะวาทอง อันมีรสโอชามาปลูกไว้ในสวน กำชับพลยักษ์ให้ดูแลทุก ๆ ๗ วันจะมาดูเมื่อพระรามเดินดงได้ผ่านเข้าไปในสวน เก็บผลไม้กิน พลยักษ์มาพบรุมกันจับ ถูกพระลักษมณ์ฆ่าตาย เมื่อ****พระพิราพ***มาสวนจึงสู้รบกับพระราม และพระลักษมณ์ และตายด้วยศรพระราม*****

จากวารสาร ของวิทยาลัยดุริยางค์ ม.มหิดล กล่าวถึงยักษ์พิราพ เป็นเพียงชื่อยักษ์ธรรมดาตนหนึ่ง มีหน้าที่เฝ้าสวนให้ทศกัณฐ์ และต่อมาก็ได้ถูกพระรามฆ่าตาย มิใช่พระพิราพ

จากการศึกษาของ ดร.มัทนี รัตนิน ได้ศึกษาไว้อย่างเดียวกันว่าพระพิราพ กับยักษ์พิราพในพระราชนิพนธ์เรื่องรามเกียรติ์ นั้นเป็นคนละตนกัน ซึ่งแต่เดิมนั้นยักษ์พิราพนั้นคือยักษ์วิราธ ซึ่งคำว่า "ราธ" แปลว่าทำสิ่งสำเร็จลุล่วง แต่เติมคำว่า "วิ" แสดงถึงอุปสรรค และคำว่า "วิราธ" จึงแปลความหมายโดยรวม คือผู้มีโทษ ผู้มีความผิด และต่อมาได้แผลงคำว่า "วิ" เป็น "พิ" แปลโดยรวมคำว่า"พิราธ" แปลความหมายได้ว่า ทำสำเร็จโดยยิ่งเป็นความหมายของพระพิราพ เวลาอ่านโองการพระพิราพ จะอ่านออกเสียง ว่า "พิราธัง" ซึ่งก็คือ "พิราธ" นั่นเอง และเชื่อกันว่าการแผลงคำนี้ จึงทำให้ยักษ์วิราธ เปลี่ยนเป็นชื่อ พิราพ ซึ่งเป็นชื่อเดียวกันกับพระพิราพ


ด้วยความเคารพครับ น้าชิตเม

แก้ไขกระทู้ แสดงความคิดเห็นกลับข้างบนลงด้านล่าง

# ความคิดเห็นที่ : 19

prairie

คะแนน: 1,815 P.

ตั้ง : 100 1 : ตอบ

ดังนั้น สรุปได้ว่า
1. พระพิราพ เป็นครูแห่งการรำ-ฟ้อนละครต่าง ๆ พระพิราพเป็นครู มีรูปกายเป็นยักษ์ชอบการฟ้อนรำถวายองค์พระอิศวร ๆ ทรงโปรดแต่งตั้งให้เป็นบรมครูแห่งโขนละคร การแสดงทั้งปวง หากมีพิธีเกี่ยวกับนาฎศิลป์ จึงควรอัญเชิญด้วย
2. พระพิราพ เป็นเทพเจ้า เป็นตนละตนกับยักษ์พิราพในบทพระราชนิพนธ์รามเกียรติ์ แปลความหมายได้ว่า ทำสำเร็จโดยยิ่ง
3. พระพิราพ เป็นอสูรเทพบุตร พระอิศวรเอากำลังพระสมุทร และพระเพลิงแบ่งประทาน
4. พระพิราพ เป็นอสูรเทพบุตร เป็นปางที่ดุร้ายของพระอิศวรปางหนึ่ง
5. การฟ้อนรำ ของพระพิราพ เรียกได้ว่าเป็นนาฏศิลป์ชั้นสูง ซึ่งศิลปะชั้นสูงของทางอินเดียนั้น มักเกี่ยวเนื่องกับชีวิตและความตาย
6. พระพิราพ นอกจากเป็นเทพเจ้าแห่งการทำลายล้างแล้ว พระพิราพยังเป็นเทพแห่งความประสบโชค และขจัดโรคภัยด้วย


ผมก็คดลอกเขามา จากแหล่งข้อมูลหลาย ๆที่ ครับ
ด้วยความนับถือจริงๆ ครับ

แก้ไขกระทู้ แสดงความคิดเห็นกลับข้างบนลงด้านล่าง

# ความคิดเห็นที่ : 20

ชิตเม

คะแนน: 2,000 P.

ตั้ง : 100 3 : ตอบ

เชื่อว่าคุณ prairie คงไม่เข้าใจคำว่า ทุกมิติเป็นแน่
ดังข้อ 9 ก็ผมบอกกล่าวไว้

****** มูลเหตุที่ศิลปินเคารพบูชาเพราะว่า มีผู้ค้นคว้าไว้ว่า <-------------
*****1. พระพิราพองค์นี้เป็นปางหนึ่งของพระอิศวร <---------
*****2. ชื่อ พิราพ นี้ไปพ้องกับชื่อ วิราวณะ ของฮินดู อันเป็นเทพเจ้าแห่งการฟ้อนรำ <------
****3. ชื่อ พิราพ อันเป็นนามเทพเจ้าแห่งคุณงามความดี <-------------
****ลักษณะเศียรโล้น สีม่วงแก่ (พิราพเดินป่า) สวมกระบังหน้า ปากแสยะ ตาจรเข้ <-----------

นี่คือมูลเหตุที่ศิลปินเชื่อและเคารพท่าน คงไม่มีใครไหว้พระรามเพราะว่าเป็นสามีนางสีดา แต่ไหว้พระรามเพราะเป็นนารายณ์อวตารมาปราบทุกเข็ญ เช่นเดียวกันรากเหง้าของเทพและความเชื่อ ลัทธิการบูชาเทพ
ซึ่งมาจากศาสนาพราหมณ์ ฮินดู ก็มีกำเนิดมาจากรามายณทั้งสิ้น ก่อนที่ท่านอาจารย์ ท่านด็อกเตอร์ และคนรุ่นหลังทั้งหลาย จะมาวิเคราะห์ และยกให้เป็นเทพ เพื่อเชื่อ

ผมได้ข้อมูลมา และก็นำมาสังเคราะห์ ไม่ได้ยกมาทั้งหมด
ข้อมูลของคุณ prairie ก็เอามาจาก url นี้ http://www.bangkokbiznews.com/2005/07/21/w006reg_22980.php?news_id=22980

และผมจะยกบทความความเห็น เรื่อง ผีหรือเทพในดนตรีไทยมาจากไหน โดยสงัด ภูเขาทอง
จากวารสารวารสารเพลงดนตรี ปีที่ 7 ฉบับที่ 2 เดือนธันวาคม 2544 มหาวิทยาลัยมหิดล
มาประกอบเพื่อจุดประกายความคิด ดังนี้

********************************************************
อันว่า "เทพ" หรือ "เทพเจ้า" ที่เราเรียกเราใช้กันทั่วไปนั้น แท้จริงหากจะเรียกตามภาษาชาวบ้านมันก็คือ "ผี" ชนิดหนึ่งนั่นเอง เพียงแต่เราจัดให้เป็นผีชั้นดีชนิดหนึ่งต่างไปจากผีชั้นเลว เช่น พวกเปรตพวกอสุรกาย มีหน้าที่เข้าไปอาศัยอยู่ในร่างกายหรือจิตของคนซึ่งอาจให้คุณให้โทษ
แก่คนผู้นั้นตามวาระและโอกาสอันควร เฉพาะอย่างยิ่ง คนตะวันออกอย่างคนไทย มักจะยุ่งอยู่กับผีแทบทุกเรื่อง ทุกอาชีพของชีวิต เพียงแต่เรียกให้ไพเราะว่า "ความเชื่อ" ซึ่งที่จริง ก็หมายถึง ผีเข้าไปอยู่หรือผีเข้าไปสิงอยู่ในใจของผู้นั้นเข้าให้แล้ว ผีมีอยู่หลายประเภท ผีชั้นสูงเราเรียกว่า เทพ ผีชั้นต่ำเราเรียกว่า นรกบ้าง เปรตบ้าง อสุรกายบ้าง แต่ละประเภทก็มีอยู่หลายระดับมากมายก่ายกอง สุดแต่จะวาดภาพในจินตนาการจะให้มันเป็นอะไร มีลักษณะฐานันดรอย่างไร เช่น เป็นสัตว์ เป็นยักษ์ เป็นอมนุษย์ หรือเป็นคน พร้อมกำหนดที่อยู่ของบรรดาผีเหล่านั้นให้เสร็จสรรพ เช่น ในต้นไม้ ทะเล ภูเขา บ้านเรือน แม้กระทั่งบนอากาศ ใต้ดิน บนดินหรือไม่ให้มีที่อยู่เลย เช่น พวกสัมพเวสี คือ พวกเร่ร่อน ก็มี พวกนี้ไม่มีที่อยู่เป็นหลักแหล่ง เช่นพวกเปรต เป็นต้น หากจะตั้งคำถามว่า ยึดเอาพวกผีพวกเทพมาเป็นสรณะทำไมเล่า คำตอบก็คือ เพื่อประโยชน์ เพื่อความสุขความเจริญของชีวิต แต่ที่แท้คือ ความไม่มั่นใจ ไม่เชื่อมั่นในตนเองต่างหาก หรืออาจถูกหลอกให้ทำ ตามจุดประสงค์ที่มีผู้กำหนดเอาไว้แล้ว จึงต้องใช้สิ่งอื่นมาเป็นเครื่องช่วยทำให้เกิด ความเกรงกลัว งานจึงจะสำเร็จตามที่ตนต้องการ เช่นเดียวกับที่มนุษย์ยึดเอาศาสนามาเป็นที่พึ่ง ก็เพราะความไม่มั่นใจไม่เชื่อใจตนเอง

ในทางดนตรีไทย ผีหรือเทพ ย่อมเข้าไปแฝงอยู่ทั้งในสิ่งที่มีตัวตน เช่น เครื่องดนตรีหรือบทเพลงและยังแฝงอยู่ในจินตนาการ โดยกำหนดความสำคัญ สูงต่ำมากน้อยลง ไปในสิ่งนั้นๆ เช่น เวลาวางตำแหน่งเครื่องดนตรี ทำไมจึงให้ระนาดเอก ฆ้องวงใหญ่ ตะโพนหรือปี่ วางอยู่ทางด้านขวาของผู้บรรเลง ส่วนระนาดทุ้ม ฆ้องวงเล็ก กลองทัดอยู่ทางด้านซ้ายมันเกี่ยวกับเสียงด้วยหรือ ก็บอกได้ว่า เปล่าเลย เป็นเรื่องของความสำคัญต่างหากที่เราสมมุติขึ้นมาเอง บทเพลง บางประเภท เช่น เพลงหน้าพาทย์ ทำไมจึงได้เกิดฐานันดรขึ้นมา ก็ขึ้นอยู่กับเทพหรือผีนั่นเอง หรือทำไมตะโพนเมื่อเข้าอยู่ในพิธีกรรมจึงต้องมีผ้าขาวพันรอบตัวตะโพน ดังที่เรียกกันว่า "นุ่งผ้า" ก็คงเนื่องมาแต่ "ผี" อีกนั่นแหละ อันที่จริงการเอาตะโพนมานุ่งผ้า คงมิได้มาทางสายของดนตรี แต่ก็ได้เอาแบบอย่างทางสายศิลปะการแสดงหรือนาฏศิลป์ ในทางดนตรี ตะโพน มิได้สำคัญอะไรนอกเหนือไปจากเป็นเครื่องดนตรีชนิดหนึ่งที่สามารถบรรเลงได้เป็นเพลงชนิดหนึ่งในจำพวกจังหวะ หน้าทับหรือทำให้เกิด เป็นจังหวะได้เท่านั้น แต่ทางฝ่ายศิลปะการแสดง มีความหมายสำคัญยิ่งไปกว่านี้ คือยังทำหน้าที่เป็น "ครู" ชนิดหนึ่งที่สอนคนได้ โดยผู้เรียนเอาเสียงที่ได้จากตะโพนมาสร้างเป็นท่ารำได้ ความสำคัญของศิลปะการแสดงทางนาฏศิลป์อยู่ที่ท่ารำ โดยอาศัยจังหวะเป็นสำคัญ อะไรก็ได้ที่ทำแล้วบอกให้รู้ว่าเป็นจังหวะ เขาก็สามารถสร้างท่ารำได้แล้ว ไม่จำเป็นต้องมีเสียงเพลง ตะโพน หรือโทน หรือทับ นอกจากจะทำเป็นจังหวะได้แล้ว ยังทำเสียงได้หลายเสียง คล้ายเป็นเพลงชนิดหนึ่งได้อีกด้วยก็ยิ่งเพิ่มความสำคัญให้แก่คนนาฏศิลป์ยิ่งขึ้นไปอีก จึงทำให้ตะโพนหรือโทนหรือทับถูกยกย่องให้อยู่ในฐานะชั้น "ครู" เอาทีเดียว มิหนำซ้ำ แม้จะไม่มีตะโพน แต่ใช้เปล่งเสียงด้วยปากเปล่า เขาก็สามารถรำได้ "ครู" ที่แฝงอยู่ในตะโพนนี้ก็จัดให้เป็น "ผี" ชนิดหนึ่ง เป็นครูที่ไม่มีตัวตน อย่างที่สอนกันตามห้องเรียน แต่เป็นครูแห่งจินตนาการที่เกิดความรู้สึกว่าให้ประโยชน์และคุณค่าต่อการศึกษาโดยปริยายอย่างหนึ่ง การที่เราเอาตะโพนมายกย่องถึงขั้นกราบไหว้กัน ปัจจุบันก็มิได้เสียหายอะไร เท่ากับว่าได้รำลึกถึงคุณประโยชน์ที่ได้ประโยชน์จากตะโพน อันว่าผีหรือเทพที่อยู่ในความเชื่อของมนุษย์ ไม่ว่าจะเกี่ยวข้องกับดนตรีหรือไม่ก็ตาม มีอยู่หลายชนิด เช่น ๑. พวกที่เดิมเป็นมนุษย์ที่แท้ แต่ได้กลายสภาพเป็นผู้อยู่ในฐานะ "บรรพบุรุษ" ที่ยังคงระลึกถึงอยู่ ๒. มนุษย์ที่ได้ล่วงลับไปแล้วแต่ได้รับการยกย่องให้อยู่ในฐานะ "เทพ" ๓. พวกที่หลุดพ้นจากความเป็นมนุษย์โดยสิ้นเชิง กลายเป็น เทพ ที่สมบูรณ์แล้วไปทำหน้าที่ต่างๆ บนสวรรค์ เช่น พระอิศวร ที่ถือว่าเป็นนายใหญ่หรือพระเจ้าแผ่นดินแห่งสวรรค์พระประโคนธรรพ ผู้ทำหน้าที่ให้ความบันเทิงแก่ชาวสวรรค์ จะเรียกว่า เป็นศิลปินก็ย่อมได้ หากมีตำแหน่งก็คือ อธิบดีกรมศิลปากร พระพิฆเณศร์ ก็คือ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ หรือ พระนารายณ์ ก็คือ อธิบดีกรมตำรวจนั่นเอง ๔.พวกเทพที่แฝงอยู่ในสิ่งที่เกิดอยู่ตามธรรมชาติต่างๆ เช่น ดิน น้ำ ลม ไฟ ต้นไม้ ภูเขา เป็นต้น ๕.พวกยักษ์ เท่าที่กล่าวไว้ในดนตรีมีเพียงตนเดียว ดังที่เรียกกันทั่วไปว่า "พระพิราพ" แต่เวลาอ่านโองการจะออกเสียงว่า "พิราธัง" คือ "พิราธ" นั่นเอง เรื่องของยักษ์พิราพ หรือพระพิราพหรือพิราธังนี้ ยังมิได้ค้นหาถึงรายละเอียด เพียงแต่รู้ว่า ถ้าชื่อว่า "พิราพ" ก็เป็นแต่เพียงยักษ์ธรรมดาตนหนึ่งเท่านั้น มีหน้าที่เฝ้าสวนของทศกัณฐ์ ต่อมาก็ถูกพระรามฆ่าตาย มิได้มีฤทธิเดชอะไร ส่วนคำ "พิราธัง" หรือ "พิราธ" ได้ตรวจค้นในอภิฐานศัพท์ในภาษาสันสกฤตคำนี้ไม่มี มีแต่คำว่า "ราธ" แปลว่า ทำเสร็จ หรือ ทำลุล่วง หากเติม "วิ" อุปสรรคลงไป แปลง "วิ" เป็น "พิ" เป็น "พิราธ" ก็คงแปลว่า ทำสำเร็จโดยยิ่ง เท่านั้น แต่อย่างไรก็ตาม ไม่ว่าจะออกเสียงเป็น พิราพ หรือ พิราธัง เราคงต้องถือว่า เป็นยักษ์ชั้นดี หรือยักษ์ชั้นสูง ๖.พวกสัตว์ เท่าที่พาดพิงอยู่บ้างเห็นจะเป็นจำพวกนก น่าจะได้แก่ ครุฑ คือสัตว์ในเทพนิยาย เนื่องจากมีเพลงประจำตัวอยู่เพลงหนึ่ง เรียกว่า "แผละ" บ้าง "แพละ" บ้าง หมายถึง แสดงอาการบินของนกเท่านั้น เมื่อพูดถึงเพลงประจำตัว ชวนให้นึกถึง เทพ หรือ ผี ทางดนตรี ที่มักจะมีเพลงประจำตัว แสดงถึง ศักดิ์และฐานะสูงต่ำแตกต่างกันไป เพลงที่ว่านี้มักจัดอยู่ในจำพวกเพลงหน้าพาทย์ พลอยทำให้ค่าของเพลงพลอยสูงต่ำไปด้วย จนกลายเป็นว่า เพลงมีความสำคัญยิ่งกว่าเจ้าของเพลง หากตรวจดูที่มาที่ไป ก็มนุษย์นี่แหละเป็นผู้กำหนดกรอบตามที่มนุษย์ชอบหรือพอใจ เพียงโอนไปให้กับสิ่งอื่น จึงดูประหนึ่งว่า เพลงต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับบรรดาเทพเหล่านี้ เป็นเพลงประจำตัวของบรรดาเทพเหล่านั้นไปเสียแล้ว ปัญหาสำคัญที่ต้องขบคิดว่า บรรดาเทพหรือผีต่างๆ เหล่านั้นเข้ามาปนอยู่ในดนตรีไทยได้อย่างไร ใครมาเป็นแบบอย่างจนกระทั่งกลายมาเป็นความเชื่อที่เกาะกินใจอย่างแข็งแรงในหมู่นักดนตรีไทยจนถึงปัจจุบัน หากจะตอบถึงที่มาอย่างง่ายๆ คงไม่แคล้วไปที่อินเดีย เพราะหลักฐานปรากฏชัดว่าเป็น "ผี" อินเดีย สมมุติว่าให้อินเดียเป็นต้นแบบ แล้วจะมีอะไรเล่าที่คนอินเดียได้แสดง หรือได้ประกอบพิธีกรรมหรือมีพฤติกรรมอะไรก็ตามที่ทำให้คนดนตรีเกิดความซาบซึ้ง เกิดความเชื่อที่แฝงไปด้วยความเกรงกลัวและเคารพดังเช่นในปัจจุบัน เพราะการที่เกิดความซาบซึ้งในสิ่งใดอย่างแนบแน่นนั้น ย่อมผ่านประสบการณ์ที่ซ้ำซากมาเป็นเวลานาน หากเป็นการแสดง มีการแสดงอะไรเล่า เมื่อเราได้ชมได้เห็น เกิดความศรัทธาแล้วตามมาด้วยความเชื่อ แล้วนำมาปฏิบัติจนเป็นจารีตประเพณีในหมู่คนดนตรีไทยก็ยังมองไม่เห็นทาง หรือว่าจะมาทางพิธีกรรมของพราหมณ์หรือฮินดูก็ยิ่งมองไม่เห็นหนักเข้าไปอีก เพราะผู้ที่เกี่ยวข้องกับพิธีกรรมของพราหมณ์หรือฮินดูมักจะเป็นคนชั้นสูงหรือเจ้านาย คนสามัญก็เป็นแต่เพียงรับรู้ในปาฏิหารย์เพียงบางอย่างเท่านั้น หรือจะมีใครเป็นต้นคิดสร้างเรื่องขึ้นมาโดยอ้างเอาอินเดียมาเป็นต้นแบบ ผู้คนเห็นว่าเป็นของดีแล้วพากันปฏิบัติตามจนกลายเป็นจารีตประเพณีในหมู่คนไทย เรื่องนี้หากมองลึกๆ ลงไปแล้วเห็นว่าน่าจะมาจากจีน ตามหลักฐานทางประวัติศาสตร์คนจีนที่เข้าสู่ประเทศไทยมี ๒ กลุ่มใหญ่ๆ พวกที่เข้ามาทางบก ไม่ว่าจะเป็นภาคเหนือ ภาคอีสานหรือภาคกลาง ส่วนมากเป็นจีนแต้จิ๋ว พวกที่เข้ามาทางทะเลเลยไปถึงภาคใต้ มักเป็นพวกจีนฮกเกี้ยน อาจจะมีพวกไหหลำปนอยู่บ้าง คนไทยคุ้นเคยกับคนจีนมานานนักหนาแล้ว ถึงกับรับเอาอารยธรรมของเขามาใช้อยู่หลายอย่าง เช่น ภาษา ศิลปวัฒนธรรม รวมถึงจารีตประเพณีของเขาบางอย่างมาใช้

บรรดาเราท่านทั้งหลายต่างก็ทราบกันเป็นอย่างดีว่า จีนเป็นชาติที่นับถือบรรพบุรุษ ที่จริงบรรพบุรุษก็คือ "ผี" นั่นเอง ที่มีความผูกพันเกี่ยวข้องอยู่กับคนใกล้ชิดกันอย่างแน่นหนา จนมีคำกล่าวอยู่ในหมู่คนจีนว่า ผีกับคนอยู่ห่างกันแค่เพียงกระดาษแผ่นเดียว พิธีกรรมที่เกี่ยวกับผีของคนจีนมีมากมาย แม้แต่ดวงจันทร์ เราก็จัดให้เป็นผีชนิดหนึ่ง ความเชื่อในเรื่องผีนี่แหละ คนจีนได้นำเข้าไปประสมประสานในศิลปะการแสดงบางอย่าง เฉพาะอย่างยิ่ง "งิ้ว" ซึ่งเป็นมหาอุปรากรที่สำคัญอย่างหนึ่ง ไม่แตกต่างกับความยิ่งใหญ่กับการแสดงโขนของไทย ที่ได้รวบรวมศิลปะการแสดงและดนตรีเอาไว้อย่างครบถ้วน คำว่า "งิ้ว" คนจีนเขาออกเสียงได้หลายอย่าง เช่น อี่ หี่ ซี่ อี๋ อี้ หรือ อิว ไปตามความแตกต่าง การออกเสียงในภาษาท้องถิ่นของจีน จากหลักฐานทางประวัติศาสตร์ชาติไทย ปรากฏว่า การแสดงงิ้วได้แพร่หลายและเป็นที่นิยม คงทั้งในหมู่คนไทยและคนจีนมาตั้งแต่สมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช คือสมัยกรุงศรีอยุธยาตอนกลาง ดังปรากฏในจดหมายเหตุการเดินทางสู่ประเทศสยามของบาทหลวงตาซารด์ ทูต พระเจ้าหลุยส์ที่ ๑๔ เมื่อ ๒๒ กันยายน พ.ศ. ๒๒๒๘ (ค.ศ. ๑๖๘๕) กล่าวถึง ได้ชมการแสดงงิ้ว และมีความพอใจเป็นอันมาก แม้แต่ ลาลูแบร์ อัครราชทูตฝรั่งเศส ผู้เข้ามาเจริญสัมพันธไมตรีกับประเทศไทยสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช ก็ยังชื่นชมต่อการแสดงงิ้วของจีน นอกจากนี้ จากการบันทึกของกรมหลวงนรินทรเทวี สมัยพระเจ้ากรุงธนบุรี การแสดงงิ้ว ก็เป็นที่นิยมแพร่หลายมาก การแสดงงิ้วของจีน ใช่ว่าจะมีแต่ศิลปะการแสดงเพียงอย่างเดียวก็หาไม่ แต่ยังมีองค์ประกอบอื่นๆ เแพาะอย่างยิ่งกระบวนการพิธีกรรมที่ลึกลับซับซ้อนอันเนื่องมาแต่ความเชื่อเข้ามาปนอยุ่กับการแสดง ดังนี้ ๑. ความเชื่อในเรื่องเจ้า ที่จริง เจ้าก็คือ ผีหรือเทพนั่นเอง การนับถือเจ้าของการแสดงงิ้วถือว่าสำคัญมาก คณะงิ้วทุกคณะย่อมมีเจ้าประจำคณะทั้งสิ้น เจ้าตามความเชื่อของสังคมจีน มิได้เกิดจากการจินตนาการ แต่เกิดจากบุคคลที่เคยมีตัวตน ผู้เคยทำคุณงามความดีให้แก่สังคมมาก่อน เมื่อสิ้นชีพไปแล้ว ก็ได้กลายมาอยู่ในฐานะ "เจ้า" คือบรรพบุรุษนั่นเอง ความสำคัญของเจ้าย่อมแตกต่างกันไป เช่น หากเราสังเกต ทางด้านหลังโรงงิ้ว จะต้องมีศาลเจ้าเล็กๆ ตั้งอยู่ คนจีนเขาเรียกว่า "ฉั่งหง่วงส่วย" ที่จริงคำ ฉั่งหง่วงส่วย เป็นชื่อของคนธรรมดาผู้หนึ่ง เคยทำคุณงามความดีไว้มาก แต่ต่อมาได้ทำความผิดกฎมณเฑียรบาลด้วยความพลาดพลั้ง ฮ่องเต้จึงให้ประหาร แต่ประหารสกุลคือ "แซ่" ถือว่าเป็นโทษที่รุนแรงมาก เท่ากับว่าเป็นผู้รักษาสกุลไม่ได้ แต่คนทั่วไปยังคงให้ความเคารพเช่นเดิม ผู้เล่นงิ้วทุกคนถือว่าเป็นบรมครูของงิ้ว เรียกท่านด้วยความเคารพว่า "เหล่าเอี้ย" หมายถึง เจ้าปู่หรือผู้อาวุโสนั่นเอง นอกจากนี้ยังมีเจ้าอื่นๆ อีกเช่น กวนอู เป็นเทพเจ้าแห่งความซื่อสัตย์และมีความสามารถยอดเยี่ยมในเชิงยุทธ ยังมีเจ้า "ไท้จือ" หรือราชโอรสทั้งสาม ที่ชาวคณะงิ้วให้ความเคารพบูชามาก เรียกชื่อไปตามลำดับว่า "ตั่ว หยี่ ซา" โดยทำเป็นตุ๊กตา ๓ ตัว วางเรียงอยู่ในกล่องสีแดง แล้วนำไปติดกับฝาหีบบรรจุเครื่องแต่งตัวใบหนึ่ง ที่เรียกว่า หีบของเจ้าโดยเฉพาะ ที่จริง ราชโอรสทั้งสาม ก็คือ ราชโอรสของพระเจ้าถังไห่จงแห่งราชวงศ์ถัง ราชโอรสทั้งสามชอบดูงิ้วมาก วันหนึ่งขณะที่กำลังดูงิ้ว ราชโอรสองค์เล็กได้ตกลงมาตาย แสดงว่าที่ดูงิ้วต้องเป็นที่สูง ทำให้ราชโอรสที่เหลืออีก ๒ องค์เศร้าโศกเสียใจมากจนตรอมใจตายในไม่ช้า นอกจากนี้ยังมีเจ้าอื่นๆ อีกหลายองค์ เช่น เจ้าผู้ปราบผีที่เรียกว่า "เจงคุ้ย" หรือ เจ้าแห่งผู้ทำให้เกิดแสงสว่าง เช่น เครื่องปั่นไฟ เป็นต้น ๒. จำพวกเครื่องเซ่น จะเน้นไปทางด้านขนมหวานและผลไม้ ไม่นิยมสัตว์ที่มีชีวิต พวกขนมหวานที่จำเป็นต้องมี ได้แก่ ขนมเปี๊ยะกลมใหญ่ (ตั่วหล่าเปี้ย) ขนมที่เป็นสิริมงคล ขนมบัวลอยอย่างจีน (ขนมอี๊) ขนม "หนึงทึ้ง" หรือ "เหม่งทึ้ง" เป็นขนมหวานอย่างหนึ่งของจีน มีลักษณะเป็นแป้งเหนียว ก้อนสี่เหลี่ยมผืนผ้าคลุกด้วยงา รสหวาน นอกจากนี้มีผลไม้ เช่น ส้ม ชาและสุรา ส่วนสิ่งที่มีชีวิตที่นำมาใช้เป็นเครื่องเซ่น เห็นมีแต่ไก่เพียงอย่างเดียว แต่มิได้ฆ่า เพียงแต่นำมาเชือดหงอนเอาเลือดไปป้ายตามเสาโรงงิ้วแล้วปล่อยไป ใครจับได้นำไปเลี้ยงจะให้โชค เพราะเป็นไก่เจ้า ๓. เครื่องดนตรี ถือว่ามีความสำคัญเป็นพิเศษ เฉพาะอย่างยิ่งงิ้วแต้จิ๋ว เขาแบ่งออกเป็น ๒ กลุ่มคือ ๓.๑ กลุ่มฝ่ายบู๊ หรือฝ่ายกลอง (โก๋วคา) มีความสำคัญมาก ที่ใช้บอกสัญญาณ จังหวะ กำกับการเคลื่อนไหวของตัวแสดง การให้คิว การเปลี่ยนฉาก หรือการเข้าออกของตัวแสดง เป็นต้น นอกจากกลองแล้วยังมีพวกฆ้อง ฉาบ กรับจีน และเกราะ เครื่องดนตรีกลุ่มนี้วางอยู่ทางด้านซ้ายของผู้ชม ๓.๒ กลุ่มฝ่ายบุ๋น คือฝ่ายเครื่องสาย (อี้คา) ได้แก่ ปี่ ขิม ซอ ใช้ดำเนินทำนองหรือประกอบการขับร้อง วางอยู่ทางด้านขวาของผู้ชม ๔. เกียวกับบทเพลง บทเพลงที่ใช้ประกอบการแสดงงิ้วมีอยู่ ๒ ลักษณะคือ บทเพลงที่มีคำร้องและบทเพลงบรรเลงล้วนไม่มีคำร้อง เพลงที่มีคำร้องจะใช้สำหรับตัวงิ้วทั่วไปตามบท ส่วนเพลงที่ไม่มีคำร้องมีวิธีใช้อยู่ ๒ อย่าง อย่างหนึ่งคล้ายกับเพลงหน้าพาทย์ของไทย เพื่อแสดงอารมณ์ต่างๆ ของตัวงิ้ว เช่น เพลง "เจียวกุงอ่วง" ใช้สำหรับอารมณ์เศร้า หรือ ระบายความอัดอั้นตันใจ เพลง "หลั่งเถ่าซา" ใช้สำหรับการเดินอย่างช้าๆ อย่างใช้ความคิด อีกอย่างหนึ่งคล้ายเป็นเพลงประจำตัวเจ้า เช่น เพลง "บุ่งเตี๋ยมกัง" ใช้เมื่อออกชุด "โป๊ยเซียน" (เทวดาทั้ง ๘) หรือเพลง "เซียงกอ" ใช้ในขณะรับเจ้าจากโรงงิ้ว เป็นต้น การที่ได้นำเอาเรื่องงิ้วจีนมากล่าวนี้ ก็เนื่องจากดังที่ได้ตั้งปัญหาไว้แต่ตอนแรกที่ชวนให้ขบคิดว่า คติการนับถือเทพหรือผีในดนตรีไทยเราได้ความคิดมาจากใคร ระหว่างจีนกับอินเดีย ซึ่งดูแต่เพียงผิวเผินก็น่าจะมาทางสายอินเดีย เพราะด้านศาสนาไม่ว่าจะเป็นฮินดูหรือพราหมณ์ จะมีเทพหรือผีเข้ามาเกี่ยวข้องทั้งนั้น แต่ถ้ามองให้ลึกน่าจะมาทางสายจีนมากกว่า เพราะถ้าเรามองในด้านประสบการณ์ เรามีโอกาสได้สัมผัสกับจีนมากกว่าอินเดีย หรือหากสังเกตกระบวนการ การจัดทำในพิธีกรรมทั้งไทยและจีนก็สอดคล้องกันมาก ไม่ว่าจะเป็นทางด้านดนตรี เครื่องเซ่นสรวงบูชา หรือบทบาทของเทพหรือเจ้าก็มีจุดประสงค์คล้ายกันคือ ทำหน้าที่เป็นครูชนิดหนึ่ง หรือไม่ก็เป็นเครื่องยึดเหนี่ยวทางจิตใจ แต่ทำไมจึงต้องกลายเป็นผีแขกไปเล่า ก็เพราะเราเลื่อมใสศรัทธาแขกมากกว่าจีน มิหนำซ้ำเรายังเคยเหยียดหยามดูถูกจีนด้วยซ้ำไป จนเกิดมีคำแปลกๆ เช่น ตีหัวหมา ด่าแม่เจ๊กบ้าง เจ๊กตื่นไฟบ้าง ขากถุยอย่างกับเจ๊กบ้าง จึงคิดเปลี่ยนให้มาเป็นแขก การคิดทำอะไรให้เป็นแขกๆ รู้สึกว่านอกจากจะขลังแล้วยังโก้อีกด้วย ทำอย่างจีนมัน "เชย" ฉะนั้น ด้านพิธีกรรมเราเก็บเอาไว้อย่างจีน เพียงแต่เปลี่ยนบรรดาเทพหรือผีแขกให้เป็นเจ้าจีน สมเด็จฯกรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ ยังทรงประทานความเห็นว่าเพลงพญาเดินหรือพระยาเดินนั้นเป็นทำนองเพลงจีน คิดไปคิดมา พระพิราพอาจมาจากกวนอูก็เป็นได้

*************************************************
อ้างอิงจาก url http://www.music.mahidol.ac.th/journal/december2001/ghost.html

------ ด้วยความเคารพคุณ prairie เช่นกัน------------

แก้ไขกระทู้ แสดงความคิดเห็นกลับข้างบนลงด้านล่าง

Page : 1 of 3
 1  2  3  Next >>

แสดงความคิดเห็น

แสดงความคิดเห็น

โพสไอคอน :

*ขนาดของภาพไม่เกิน 150 K (ใช้ได้เฉพาะภาพที่มีนามสกุล JPG,GIF)

*ขนาดของภาพไม่เกิน 150 K (ใช้ได้เฉพาะภาพที่มีนามสกุล JPG,GIF)